|
สาเหตุของการปวดศรีษะ
สาเหตุของปวดศีรษะ
ปวดศีรษะสามารถจำแนกตามกลไกการเกิดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
หนึ่งคือ ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อ สาเหตุสำคัญคือความตึงเครียด มีลักษณะการปวดที่เป็นแบบฉบับคือ เป็นการปวดตื้อๆ มักเริ่มต้นที่บริเวณท้ายทอย แล้วอาจปวดเรื่อยไปรอบศีรษะ อาจรู้สึกเหมือนเอาผัามารัดรอบศีรษะเอาไว้ หรือรู้สึกเหมือนสวมหมวดอยู่ตลอดเวลา ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่า กล้ามเนื้อของสัตว์ต่างๆ จะไวต่อความตื่นเต้น ตกใจ หรือความเครียด อย่างเวลาเต่าตกใจจะหดหัวเข้ากระดอง หรือเวลาสุนัขจะกัดกัน กล้ามเนื้อต้นคอตลอดจนสันหลังจะเกร็งตัว เพื่อพองขนของมันให้ลุกชันขึ้น เป็นการข่มขู่คู่ต่อสู้ให้เห็นว่า ตัวมันใหญ่มาก จะได้ไม่กล้ากัดด้วย แต่เจ้ากรรมที่คนเราไม่มีกระดองที่จะให้หดหัว เมื่อมีความเครียด ก็ได้แต่เกิดความรู้สึกตึงท้ายทอยเท่านั้น ความเครียดยังทำให้กล้ามเนื้อที่คลุมอยู่ตลอดหนังศีรษะตึงตัวด้วย ปวดหัวตึงเครียดยังมักจะปวดในเวลาบ่ายถึงเย็น เนื่องมาจากว่า หลังจากเจ้าตัวใช้สมองในการทำงาน หรือผจญกับความเครียดมาได้ครึ่งวัน ภาวะความเครียดมามากเกินกว่าที่ประสาทของเราจะทนแบกรับไหว จึงส่งคำสั่งมาให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว และปวดขึ้นมา
อย่างไรก็ดีในบางคนความเครียดอาจทำให้การปวดพัวพันไปอีกหลายเรื่อง เช่น ปวดไปตลอดจากต้นคอลงไปตามสันหลังถึงบั้นเอว และปวดตึงไปตลอดท่อนขา น่องกระทั่งข้อเท้า ทำให้วินิจฉัยคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องกระดูกทับเส้น บางคนความเครียดอาจพลอยทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นได้บ้าง ทำให้การวินิจฉัยสับสนไปด้วย
สองคือ ปวดศีรษะจากหลอดเลือด ซึ่งมีสาเหตุได้หลากประการได้แก่ ปวดศีรษะจากอาการไข้ ปวดศีรษะจากความดันเลือดสูง ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะจากภูมิแพ้ เช่น แพ้ช็อกโกแลต แพ้ผงชูรส แพ้เนย ปวดจากภาวะน้ำตาลเลือดต่ำ ปวดศีรษะกลุ่มนี้แยกจากกลุ่มแรกได้ที่ลักษณะการปวด จะเป็นการปวดขมับสองข้างหรือข้างเดียวเป็นอาการปวดเต้นตุบๆ ตามจังหวะของชีพจร ปวดมากๆ อาจจะมีตาลาย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดชนิดนี้ไม่เลือกเวลา อาจปวดตั้งแต่ตื่นนอนเช้า ปวดหลังกินอาหาร ปวดเวลาหิว ปวดเวลาใกล้ประจำเดือนมา เป็นต้น
สามคือ ปวดจากโรคในสมองส่วนกลาง ได้แก่ การมีภาวะคั่งเลือดในสมองจากเส้นเลือดแตก ตีบ ตัน พวกนี้จะมีอาการปวดร่วมกับภาวะอ่อนแรงจากกล้ามเนื้อแขนขาเช่นกัน และมักมีอาเจียนพุ่ง ปวดจากเยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ จะมีไข้ร่วมด้วยพร้อมกับค่อยๆ ไม่รู้สึกตัว
เมื่อโอกาสซักถามประวัติเข้าจริง ปัญหาของมานะก็เป็นเพียงอาการปวดศีรษะจากความเคร่งเครียดเท่านั้นเอง อาการความดันเลือดสูงเป็นผลตามมาจากความเครียด การรักษาจึงต้องมุ่งเน้นที่ความเครียด แต่ถ้ามุ่งไปที่การกินยาลดความดัน นอกจากแก้ไม่ถูกสาเหตุแล้ว ผลกลับทำให้ความดันเลือดลดต่ำมาก เวลาลุกจะหน้ามืด ทำให้เขาตกใจ คิดว่าตนเองเป็นโรคร้ายแรง อาการจึงยิ่งทรุดหนักลงอีก
การรักษา
รักษาปวดศีรษะ
เมื่อปวดศีรษะ ถ้าการวินิจฉัยอยู่ในกลุ่มสาเหตุที่หนึ่งหรือสอง สามารถรักษาได้ด้วยตนเอง ถ้าเป็นกลุ่มที่สามมีอาการอ่อนล้าของแขนขาชัดเจน ควรรีบปรึกษาแพทย์
การนวด มีท่านวด 4 ท่า ที่ช่วยลดการปวดหัวตึงเครียดหรือปวดหัวไมเกรน ที่ประยุกต์การกดจุดร่วมกับฤาษีดัดตนทำได้ชะงัดนัก ดังนี้
ท่าที่ 1. ใช้นิ้วโป้งกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงขมับ ใช้นิ้วชี้งอไว้ ลูบจากหัวคิ้วมาหางคิ้ว แล้วคลึงที่ขมับ จากนี้ลูบจากใต้ตามาหางตาแล้วคลึงที่ขมับ ทำ 3 รอบ
ท่าที่ 2. นิ้วโป้งยังกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงขมับ ใช้นิ้วชี้งอไว้ ลูบตามหน้าผาก โดยเริ่มจากเหนือหัวคิ้ว ไล่ขนานกับคิ้วไปถึงจุดขมับ แล้ววางนิ้วชี้ที่งอไว้เหนือหน้าผากสูงขึ้นไปอีก ลูบขนานจากหัวคิ้วไปหางคิ้วจนถึงขมับ ทำเช่นนี้เป็นแถบๆ สูงขึ้นๆ ถึงชายผม
ท่าที่ 3. นิ้วโป้งกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงท้ายทอย ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ อีก 4 นิ้วประสานกันตรงท้ายทอย ออกแรงนิ้วโป้งกดตรงรอยบุ๋มนั้น นับ 1-10 แล้วคลาย ทำ 3 ครั้ง แล้วใช้นิ้วโป้งนวดลงมาตามกล้ามเนื้อต้นคอ
จากนี้ใช้มือลูบลำคอจากด้านหลังมาด้านหน้า แล้วเชยคางขึ้น พร้อมผลักมือออกไปให้พ้นไปทางปลายคางแรงๆ พร้อมกับเปล่งเสียงดัง "อา..า..า" เหมือนสลัดเอาความเจ็บปวดออกจากร่างกายและจิตใจของเราให้หมดสิ้น
ท่าที่ 4 ใช้นิ้วมือทั้งสองข้าง ขยุ้มเส้นผมกำเอาไว้ ดึงให้รู้สึกตึงถึงรากผม แล้วคลายออก เลื่อนมือไปตำแหน่งใหม่ ขยุ้มเส้นผมไปทีละส่วนๆ จนครอบคลุมไปทั่วทั้งศีรษะ
[ รักษาปวดหัวตึงเครียด]
อาหาร แปลกแต่จริง การกินไม่ถูกหลักทำให้เครียดได้ และการกินที่ถูกหลักก็คลายเครียดได้ อาหารกลุ่มที่เป็นเนื้อสัตว์ และไขมัน เมื่อกินเข้าไป จะเร่งรัดกระบวนเผาผลาญอาหารในอัตราสูง จึงเป็นผลให้ร่างกายเพิ่มความเครียด การกินแป้งขัดขาวหรือน้ำตาลฟอกขาวก็เพิ่มความเครียด เป็นความเครียดระดับเซลล์เพราะการเผาผลาญแป้งขาวหรือน้ำตาล เซลล์ทั่วร่างกายจะดึงเอาวิตามินบีจากสมองและระบบประสาทไปใช้ เป็นเหตุให้สมองและประสาทพร่องวิตามิน จึงเกิดอารมณ์หงุดหงิด เกรี้ยวกราด เหมือนเวลาที่เขาเลี้ยงหมา ถ้าอยากให้มันดุจะให้มันกินน้ำตาล
ตรงกันข้ามถ้ากินอาหารกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ร่างกายจะได้รับทั้งแป้ง และวิตามินในเวลาเดียวกัน จึงเกิดการเผาผลาญเป็นพลังงานได้สม่ำเสมอ ไม่เกิดภาวะขาดวิตามิน และไม่เกิดความเครียด อาหารกลุ่มที่เป็นผักสดผลไม้ นอกจากจะให้วิตามินและเกลือแร่แล้ว ยังให้พลังชีวิตในฝ่ายที่เป็นพลังเย็น หรือพลังหยิน ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย สลายความเครียด
By : pe goy   Date : 5 Sep 2004 17:09
|