PHA : People living With HIV and Aids In Thailand. แหล่งรวมเกมส์ออนไลนน์ ที่ใหญ่ที่สุด พร้อมจะมันส์กันแล้ว Click เลย
หน้าแรก PHA  |  ห้องคุยสด PHA |  น่ารักดอทคอม  |  บ้านทอมดี้  |  ทอมดี้ น่ารัก |  กระดานข่าว (ของน่ารัก) |  เกี่ยวกับ PHA |  Link ที่น่าสนใจ  

อิทธิรักษ์ Blog
เรื่องราว ของ ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ชื่อ หนึ่ง    อโหสิ Blogเรื่องราว ของ ผู้หญิงที่ ชื่อ อโหสิ


สมุนไพรกับโรคเอดส์
โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อ HIV นับเป็นมหันตภัย ที่น่าสะพึงกลัว เพราะวงการแพทย์ ยังไม่สามารถค้นพบ วิธีรักษาโรคนี้ ให้หายได้ ปัจจุบัน มีการระบาดอย่างรุนแรง ของเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเป็นสาเหตุ ที่ทำให้เกิดสภาวะ ภูมิคุ้มกัน บกพร่อง มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ จำนวนมาก ทำให้คาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราการตาย ของคนที่ได้รับเชื้อ จะสูงขึ้น เนื่องจาก ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ ภูมิคุ้มกันโรค ของผู้ติดเชื้อ จะเสื่อม ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย จนทำให้เสียชีวิตในที่สุด


วงการแพทย์ทั่วโลกต่างก็แสวงหาวิธีรักษาโรคร้ายนี้กันอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่พบ ตัวยา หรือวิธีการ ที่จะฆ่าเชื้อเอดส์ได้ ในประเทศไทย มีหลายหน่วยงาน ที่ดำเนินการ ศึกษา วิจัย เกี่ยวกับยาสมุนไพร สำหรับโรคเอดส์ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การ เภสัชกรรม ฯลฯ ก็มีความพยายาม ที่จะนำสมุนไพร มารักษาผู้ป่วยกันอย่างแพร่หลาย


การศึกษาวิจัยค้นคว้าได้เน้นไปที่การหายาฆ่าเชื้อเอดส์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญ ในการแก้ปัญหา โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วย เช่น อาการไข้ ไอ ท้องเสีย โรคเริม ปากเป็นแผล ผิวหนังเป็นแผลติดเชื้อราต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วย สามารถเลือกใช้ยาสมุนไพร ตามอาการของโรค ที่แทรกซ้อนได้ สมุนไพรเหล่านี้ ไม่ได้เป็นยา รักษาโรคเอดส์โดยตรง แต่ก็สามารถ ใช้บรรเทา อาการของโรค และเสริมสร้างภูมิต้านทาน ให้กับร่างกายได้ ขณะนี้ สมุนไพร เป็นทางเลือก หนึ่ง ที่กำลังเป็นความหวังของคนทั่วโลก หลายประเทศ มุ่งศึกษา การใช้ยา สมุนไพร เพื่อยับยั้ง และฆ่าเชื้อ HIV แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ไม่มีรายงาน การศึกษา ที่ยืนยันว่า มียาหรือสมุนไพร ชนิดใด ที่สามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้


การแพทย์แผนไทยได้พยายามศึกษาการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการ หรือภาวะแทรกซ้อน ของผู้ติดเชื้อเอดส์ พบว่า สมุนไพรไทยหลายชนิด สามารถใช้รักษาอาการแทรกซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น

อาการไข้ ใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด หญ้าดอกขาว ลูกใต้ใบ หญ้าแห้วหมูเล็ก สะเดา บัวบก
ท้องเสีย-ท้องร่วง ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเจี๊ยบแดง กระชาย ชา ทับทิม ฝรั่ง กล้วย มังคุด ขมิ้นชัน
แผลและเชื้อราในปาก ใช้ว่านหางจระเข้ เสลดพังพอนตัวเมีย บัวบก หนุมานประสานกาย ข่า กระชาย ชุมเห็ดเทศ
อาการเจ็บคอ ใช้ฟ้าทะลายโจร กระเทียม มะนาว
อาการผื่นแพ้ตุ่มคัน ใช้ใบพลู เสลดพังพอนตัวเมีย ขมิ้นชัน ฝักบัวทะเล
เบื่ออาหาร ใช้บอระเพ็ด สะเดา มะระขี้นก ขี้เหล็ก มะแว้ง
เริมและงูสวัด ใช้เสลดพังพอนตัวเมีย ว่านหางจระเข้
การแพทย์แผนไทย นอกจากจะนำสมุนไพร มาใช้รักษาโรคแทรกซ้อน ในผู้ป่วยโรค เอดส์แล้ว ยังนำสมุนไพร มาใช้ในการดูแล ผู้ติดเชื้อ ตามหลักการทฤษฎี การปรับสมดุล ของธาตุ ในคัมภีร์มหาพิกัด โดยผู้สั่งยานี้ ต้องเป็นผู้ที่ ได้รับใบอนุญาต ประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ ใช้ยาสมุนไพร ตามตำรับยาสามัญประจำบ้าน แผนโบราณ 28 ขนานที่ กระทรวงสาธารณสุขขออนุญาต เพื่อใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาจันทร์ลีลา (แก้ไข้) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริม ให้มีการนำสมุนไพร มาใช้ปรุงเป็นอาหาร รับประทาน ในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับ การกินอาหารหลัก 5 หมู่ชนิดอื่น ๆ เพื่อปรับสมดุล ของธาตุ ทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยอาศัยหลักปรัชญา การรักษาแบบองค์รวม คือ ความสมดุล ของร่างกาย ระหว่างธาตุภายใน และภายนอก โดยเชื่อว่า ผู้ที่มีร่างกายสมดุล ย่อมไม่เจ็บป่วย ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ในการรักษา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเอดส์

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับสมุนไพรในการป้องกันโรคเอดส์และความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรในแง่มุม ต่าง ๆ สามารถ หาความรู้ เรื่องนี้ได้ในงาน "ชุมนุมแพทย์แผนไทย และสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 2 " ในวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 6 มิถุนายนนี้ ณ กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ภายในงาน ได้จัดให้มีการบริการ ความรู้ด้านวิชาการ เกี่ยวกับสมุนไพร หายาก, สมุนไพรกับความงาม, สมุนไพร กับโรคเรื้อรังต่าง ๆ มีการสาธิตการนวด อบ ประคบ ด้วยสมุนไพร และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพร หลากชนิด สนใจติดต่อสอบถามที่ โทร. 590-6265, 591-8268

พ.ญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ
ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:00     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบกระทู้ หมายเลข 2170

speedtest
Speedtest


ความเห็นที่ #1 ( 15329 )

จีนค้นพบชังเห่า (SH) จากสมุนไพรจีนโบราณ ต้านโรคเอดส์ (HIV) วิจัยโดยสถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง

อธิบดีกรมวิทยศาสตร์การแพทย์ ศ.ดร.ภักดี โพธิศริ ได้ให้สัมภาษณ์ใกล้หมอ เกี่ยวกับยาตำรับสมุนไพร SH ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB, Kunming Institute of Botany) ร่วมกับ National Cancer Institute แห่งสหรัฐอเมริกา สถาบันนี้มีห้องปฏิบัติการทดสอบสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV และกระทรวงสาธารณสุข ของประเทศไทยภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการแพทย์ สาธารณสุขและเภสัชกรรม ระหว่างรัฐบาลไทยและจีน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นผู้ดำเนินการวิจัยคำรับ SH ภายใต้โครงการสมุนไพรต้านเอดส์ของกรม

ศ.ดร.ภักดี ชี้แจงรายละเอียดองค์ประกอบของยา ชังเห่า (SH) ว่า เป็นชื่อสมุนไพร 5 ชนิดคือ
1. ซังไป่ผี (Cortex Mori) Morus alba L. เปลือกรากหม่อน เป็นสมุนไพรที่มีขายตามร้านขายยาจีนในประเทศไทย แต่น่าจะผลิตได้ในประเทศ
2. หงฮวา (Flos Carthami) Carthamus tinctorius L. ดอกคำฝอย
3. อิงเฉิน (Herba Artemisiae Scopariae) Artemisia capillaris Thunb. ไม่มีสมุนไพรนี้ในประเทศไทย
4. หวงฉี (Radix Astragali) Astragalus membranaceus Bge. ไม่มีสมุนไพรนี้ในประเทศไทย
5. กันเฉ่า (Radix Glycyrrhizae) Glycyrrhiza uralensis Fischer ชะเอมเทศ เป็นสมุนไพรนำเข้า
ต่อคำถามถึงความมั่นใจในประสิทธิภาพของตัวยา SH อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันถึงการทดลองของกรมว่า เมื่อได้รับยาหรือสารสกัด SH จาก KIB กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มาทำการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ในหลอดทดลอง ซึ่งพบว่า ยา SH ที่ความเข้มข้น 0.083 mg/ml สามารถยับยั้งเชื้อ HIV ได้ 85% จากนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทดสอบพิษกึ่งเฉียบพลันของยา SH เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยของยา โดยกรอกยาขนาดต่างๆ แก่หนูขาวเป็นเวลา 28 วัน พบว่ายา SH ในขนาดที่จะนำมาใช้คลินิกมีความปลอดภัย จากนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ขออนุมัติดำเนินการทดลองทางคลินิกต่อคณะกรรมการจริยธรรม ของกระทรวงสาธารณสุขก่อนดำเนินการทดลอง

เมื่อได้รับอนุมัติ กรมได้ร่วมมือกับทางโรงพยาบาลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทำการศึกษาประสิทธิผลของยา SH suspension ทางคลินิก Phase ? ในผู้ติดเชื้อเอดส์ จำนวนทั้งสิ้น 28 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2543 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ในการคัดเลือก ตรวจ และติดตามผลการรักษาผู้ป่วย รวมทั้งอาจารย์จากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการตรวจวัดระดับ ของเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 และปริมาณของเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด (HIV-1 viral load) ซึ่งผลการทดสอบประสิทธิผล และความปลอดภัยของยาตำรับ SH ทางคลินิกในผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งได้รับยาขนาด 5 กรัม/วัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันจนครบกำหนดเวลาการศึกษา 3 เดือน พอสรุปได้ดังนี้
1. จากจำนวนผู้ติดเชื้อ 28 ราย (เป็นหญิง 22 ราย ชาย 6 ราย) ที่ได้รับยา SH
ผู้ติดเชื้อ 9 ราย มีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือ มีจำนวนไวรัสเอชไอวีในเลือดลดลงอย่างชัดเจน
ผู้ติดเชื้อ 16 ราย มีจำนวนไวรัสเอชไอวีในเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้ติดเชื้อ 3 ราย มีจำนวนไวรัสเอชไอวีในเลือดเพิ่มขึ้น
2. จากการตรวจร่างกาย และผลการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ พบว่ายาตำรับ SH ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงใดๆ ในผู้ติดเชื้อเอดส์ สรุปได้ว่ายาตำรับ SH ในขนาดที่ใช้ในการทดลองนี้มีความปลอดภัยในการใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอดส์
ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ กล่าวว่า SH ไม่ได้ทำให้หายขาดจากการติดเชื้อ เพียงแต่ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการดีขึ้น และมีโรคแทรกซ้อนน้อยลง เป็นผลให้มีชีวิตยืนยาวมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยว่า จากการประชุมที่ปรึกษาโครงการสมุนไพรต้านเอดส์ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แพทย์และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอแนะว่า ควรทำการวิจัย ยาตำรับนี้ต่อไปในระยะที่ 2/3 ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์จะได้ดำเนินการต่อไป ทั้งในปีงาบประมาณปีนี้ และปีงบประมาณหน้า เพื่อศึกษาประสิทธิผลของยา SH เมื่อใช้ร่วมกับยาจากสมุนไพรชนิดอื่น ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการวิจัยอยู่ เช่น ยา SN-1 หรือ ใช้ร่วมกับยาต้านเชื้อ HIV แผนปัจจุบัน AZT ในผู้ป่วยเอดส์จำนวนมากขึ้น

โดยเปรียบเทียบกับการใช้ AZT ร่วมกับยา DDI ทั้งนี้ เนื่องจากการใช้ยาต้านเชื้อ HIV ในปัจจุบัน ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เพื่อชะลอการดื้อยาของเชื้อ HIV

กรมมิได้หยุดยั้งการวิจัยเพียงเท่านี้ ศ.ดร.ภักดี เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินการวิจัยสมุนไพรทางคลินิกในโครงการสมุนไพรต้านเอดส์ 2 ชนิดซึ่งเป็นสมุนไพรในโครงการ (in-house) ได้แก่
สมุนไพร SN-1 ซึ่งทำการวิจัยที่สงขลา (โรงพยาบาลหาดใหญ่และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างสรุปผลการทดลอง
สมุนไพร YTC-2 ซึ่งกำลังดำเนินการวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นอกจากนี้ยังมีตำรับยาจากสมุนไพรอีก 1 ชนิด ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมวิจัยกับภาคเคมี จุฬาฯ ซึ่งเริ่มดำเนินการวิจัยทางคลินิกในเร็วๆ นี้
กองบรรณาธิการ

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:03     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #1 ( 15329 )


ความเห็นที่ #2 ( 15330 )

ทดลองมะระขี้นกต้านเอดส์น่าพอใจ

--------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 นางอรพรรณ มาตังคสมบัติ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษา โครงการยาต้านเชื้อเอชไอวี จากมะระขี้นก ทบวงมหาวิทยาลัย แถลงความคืบหน้า การผลิตยา รักษาโรคเอดส์ จากมะระขี้นกว่า ขณะนี้ทีมงานวิจัย ได้สกัดโปรตีนหยาบ จากเมล็ดแก่ ของมะระขี้นก ได้เป็นผงสีขาวนวล และเมื่อตรวจสอบ พบว่า ให้ผลยับยั้งเอ็นไซม์ รีเวิร์สทรานสคริบ ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ ที่เชื้อเอชไอวี ใช้ในการ เพิ่มจำนวน และเนื่องจากโปรตีนสกัดหยาบจากเมล็ดมะระขี้นก จะถูกเอ็นไซม์ ในระบบย่อยอาหารทำลาย หากนำเข้าสู่ ร่างกาย โดยการรับประทาน คณะผู้วิจัยจึง ใช้วิธีพ่นทางจมูก และสวนทางทวารหนัก ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายทันที อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ใช้โปรตีนหยาบ ที่สกัดได้ ชนิดดังกล่าว ทดลองกับมนุษย์ เพราะยังไม่มั่นใจ ผลการศึกษาด้านพิษวิทยา


"ทุกย่างอยู่ระหว่างการทดลอง แม้ว่าผลเบื้องต้น จะออกมาน่าพอใจมาก แต่เราก็ไม่สามารถรับรองได้ได้ว่า มะระขี้นก จะทำให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ หายขาด 100 % เพราะขณะนี้ ในท้องตลาด หรือห้างสรรพสินค้า หลายแห่ง มีแคปซูล มะระขี้นกออกมาวางขาย บางที่อ้างว่า รักษาโรคเอดส์ได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่า แคปซูลเหล่านี้ มีเพียง เนื้อมะระขี้นกอบแห้ง บรรจุอยู่เท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติมีประโยชน์สูงสุด เพียงแค่ช่วย ให้เจริญอาหารเท่านั้น ไม่มีผลต่อเชื้อเอชไอวีเลย" นางอรพรรณกล่าว


นายวิเชษฐ์ ลีลามานิตย์ ประธานกรรมการ โครงการวิจัยเอดส์ ทบวงมหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากกากรเฝ้าสังเกต คนไข้ ที่ติดเชื้อเอดส์ประมาณ 16 คน ที่ใช้เมล็ดมะระขี้นก ปั่น นำมากรองแล้วพ่นเข้าจมูก หรือสวนทาง ทวารหนัก เทียบกับคนไข้ที่รับประทานยา เอ แซด ที และตัวยาอื่น ที่ใช้ระงับเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อ ที่ใช้เมล็ดมะระขี้นก มีอาการดีขึ้น ในลักษณะเดียวกับ ผู้ป่วยที่รับประทานยา เอ แซด ที มาก แต่ผลดังกล่าว ยังไม่สามารถชี้ชัดว่า มะระขี้นก รักษาโรคเอดส์ได้ เพราะกลุ่มที่ถูกเฝ้าสังเกต ยังมีจำนวนน้อย และใช้เวลาไม่มากพอ คาดว่า อีกไม่นาน คณะผู้วิจัย จะมีความก้าวหน้ามากกว่านี้

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:06     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #2 ( 15330 )


ความเห็นที่ #3 ( 15331 )

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตรียมประกาศข่าวดี กับผู้ป่วยโรคเอดส์ หลังสมุนไพร 2 ชนิดผ่านการทดลองว่า มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อเอชไอวี โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำคลินิกกับคน คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีคงเห็นผล พร้อมปรับแผนร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาในเชิงธุรกิจ เพื่อหาเงินมาใช้ในการวิจัยต่อไป

ดร.ภักดี โพธิศิริ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า ขณะนี้ โครงการวิจัยสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเอดส์ กำลังก้าวหน้าเป็นอย่างมาก สมุนไพรไทยหลายชนิด มีศักยภาพในระดับที่น่าพึงพอใจ

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดมีอยู่ 2 ชนิด ที่ถือว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะผ่านการทดลองในขั้นพิษวิทยา ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ว่ามีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายร้ายแรงประการใด

ที่สำคัญคือ ปัจจุบันได้นำสมุนไพรดังกล่าว ไปทำการทดลองทางคลินิกกับคนจริงๆ โดยร่วมมือ กับทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการวิจัย ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์ของประเทศ เพราะมีไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีการทดลองทางคลินิก

สำหรับรายชื่อของสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนั้น ดร.ภักดีชี้แจงว่า คงไม่อาจเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เพราะเป็นความลับทางการวิจัยที่จะต้องปกปิดเอาไว้ เพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์บอกได้แค่เพียงว่าเป็น สมุนไพรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งถ้าหากได้ผลจริงก็สามารถที่จะขยายพันธุ์และทำการปลูก หรือผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้

"ถ้าผลการศึกษาทางคลินิกยืนยันเรียบร้อย เราก็ทำออกมาเป็นแมสได้เลย ตอนนี้ก็รอเวลาอย่างเดียว ผมคิดว่าในระยะอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราน่าจะมีคำตอบ ให้กับผู้ป่วยได้แน่นอน"

กระนั้นก็ดี ข่าวดังกล่าวก็ไม่ควรจะดีใจกันจนเกินไป เพราะอาจมีโอกาสที่จะผิดพลาดในขั้นตอนของการทดลองในคนได้เช่นกัน

ต่อข้อถามที่ว่า มีปัญหาในการทดลองบ้างหรือไม่ ดร.ภักดี อธิบายว่า ถ้าเป็นไปได้กรมฯ ต้องการที่จะตั้ง "โรงงาน" ผลิตยาขนาดเล็ก ขึ้นมาสักแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและมีปัญหามาก เพราะเวลาที่ต้องการนำยาตัวใหม่ที่อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนา ไปใช้ทดลองในคนจะต้องทำภายในโรงงานที่ผ่าน มาตรฐาน GMP ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

"ไม่ใช่ตั้งโรงงานขึ้นมาเพื่อผลิตขายหรือต้องการไปแย่งหน้าที่ ขององค์การเภสัชกรรม แต่ต้องทำให้ครบวงจร เพราะการไปพึ่งพิงหน่วยงานอื่นหรือเอกชน อาจทำให้เกิดปัญหาในการวิจัยได้ แล้วโรงงานที่ตั้งก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เอาแค่พอกับการทดลองในคนสัก 3,000-4,000 คนก็พอ

"ถ้าถามว่าคุ้มไหม ผมว่าคุ้มนะ เราลงทุนไม่กี่สตางค์ 20-30 ล้านบาท เท่านั้น แต่อย่าลืมว่าถ้ามีคำตอบออกมา มันเซฟเงินได้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันล้านบาท ต่อไปแทนที่จะนำเข้ายาแพงๆ และมีแต่สินค้าลิขสิทธิ์เท่านั้น เราก็มีสมุนไพรที่ทำเองในประเทศ ตอนนี้ผมกำลังยื่นเรื่องของบประมาณสนับสนุนอยู่"

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชี้แจงเพิ่มเติม ถึงแนวทางแก้ไขเรื่อง "งบประมาณ" ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน จากรัฐบาลเท่าที่ควรว่า ขณะนี้ทางกรมฯ ได้เตรียมปรับแผนใหม่ โดยพยายามผสานความร่วมมือกับภาคเอกชน นำผลวิจัยที่ได้ให้ไปสู่ภาคธุรกิจเพื่อประหยัดงบประมาณของภาครัฐ

นอกจากนั้น เงินที่ได้รับมาส่วนหนึ่งจะนำมาใช้เป็นแรงจูงใจ และสร้างความกระตือรือร้นให้กับนักวิจัยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลาอีกด้วย

"ปีๆ หนึ่งเราได้งบประมาณไม่มากจะให้มาหวังเงิน จากภาครัฐอย่างเดียวก็ไม่ได้ แล้วที่ผ่านมาผลการวิจัย และพัฒนาของเราก็ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเมื่อก่อนครีมพญายอเราทำเสร็จก็ขายต่อให้องค์การเภสัชกรรม แบบที่แทบจะไม่ได้รับค่าตอบแทนอะไรเลยรู้สึกจะแค่ 9,000 พัน ทั้งๆ ที่มูลค่าการขายอาจเป็นล้านๆ

"ผมกำลังให้คณะกรรมการไปวางหลักเกณฑ์มาว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้โปร่งใส และมีแนวทางที่ชัดเจนไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ คิดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน เราคงได้กรอบออกมาและนำ เสนอให้กระทรวงอนุมัติต่อไป "

อย่างไรก็ตาม นอกจากสมุนไพรไทยที่กำลังวิจัยแล้ว ทางกรมฯ ก็ได้ ร่วมมือกับประเทศจีนในการทดลองสมุนไพรเอดส์เช่นกัน ซึ่งก็มีความคืบหน้าที่น่าพอใจเช่นกันเพราะอยู่ในช่วงการทำลองทางคลินิก

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ หลังวิจัยแล้วพบสมุนไพรตัวหนึ่งของจีน มีฤทธิ์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานเชื้อเอชไอวีในระดับที่สูงมาก ดังนั้น จึงอาจะเป็นไปได้ที่จะพัฒนาในลักษณะของการผสมผสาน ร่วมกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสโดยตรง เพราะการใช้ยาชนิดเดียวไม่ค่อยได้ผล แล้วก็ค่อนข้างจะหายากเพราะเชื้อเอชไอวีปรับตัวได้เก่งมาก

"นโยบายคือเราจะไม่ทำคนเดียวเพราะถือว่า เรื่องวิจัยและพัฒนาต้องร่วมมือกันทำ เราจึงพยายามสร้างเป็นฟอรั่ม เป็นโครงการร่วมกับทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่างๆ เพื่อทำให้ขีดความสามารถให้สูงขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นแบบเดิม ที่เป็นในลักษณะของกรรมการแห่งชาติ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ เป็นลักษณะของระบบราชการไปหมดเวลาประชุมก็ส่งใครมาไม่รู้

"อีกอันหนึ่งคือเราจะทำอินฟอร์เมชั่น เคลียริ่งเฮาส์ ต่อไปหน่วยงานไหน ทำอะไร คนอื่นจะได้รู้บ้าง เพราะตอนนี้แต่ละคนก็มีงานวิจัยของตนเอง ไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง ทำให้บางทีเกิดความซับซ้อน หรือต่างคนต่างทำจนไม่ได้ นำมาต่อให้เป็นภาพรูป ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการขโมยข้อมูล ผมเชื่อว่ามันจะเป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการวิจัย และพัฒนาที่ดีกว่าเดิมในเชิงวิทยาศาสตร์" อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าว

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:10     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #3 ( 15331 )


ความเห็นที่ #4 ( 15333 )

ขมิ้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์
ขมิ้นเป็นพืชในตระกูลชิงจิเบอราซีอี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า เคอร์คูมา ลองกา (Curcuma longa L) เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดินเช่นเดียวกับขิงและไพล โดยมากนักจะเรียกส่วนที่เป็นลำต้นนี้ว่าเหง้า ลำต้นส่วนที่เหนือดินมีความสูง ประมาณ 1 เมตร ใบมีขนาดยาว 2-3 ฟุต ปลายใบมน ใบมีสีเขียว ดอกมีสีขาวแกมเหลือง ขมิ้นมักจะขึ้นรวมกันอยู่เป็นกอๆ ส่วนเหง้าจะมีเนื้อ สีเหลืองจัด ถ้าเจริญในดินปนทรายจะให้เหง้ามากกว่าปลูกในดินธรรมดา เจริญได้ดีในฤดูฝน
ขมิ้นเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศในแถบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และแพร่กระจายไปสู่แถบต่างๆ มีบันทึกไว้ว่า มาร์โค โปโล (Marco Polo) ได้นำไปปลูกในจีน เมื่อ พ.ศ.1280 จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่ยุโรป และส่วนอื่นๆ ของโลกในปัจจุบันนี้ขมิ้นมีปลูกกันมากในอินเดีย (โดยเฉพาะเมืองมัดราส บอมเบย์ และเบงกอล) ลังกา ภาคใต้ของจีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไฮติ เปรู และจาไมกา ใน
แต่ละปีประเทศต่างๆ ผลิตขมิ้นได้ประมาณ 160,000 ตัน ในจำนวนนี้ผลิตจากอินเดียและบังคลาเทศถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สำหรับในอินเดียนั้นมีความต้องการขมิ้นเป็นอย่างมาก ขมิ้นที่ผลิตได้ในแต่ละปีจะนำไปใช้ ภายในประเทศมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือนำไปขายยังสหรัฐอเมริกา ศรีลังกา และญี่ปุ่น


ประโยชน์

ขมิ้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้กันมานานแล้ว โดยนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย จากหลักฐานที่ค้นพบกล่าวว่า ขมิ้นได้มีใช้กันในชาวแอสซีเรียน (Assyrian) ตั้งแต่ 600 ปีก่อนพุทธศักราช การใช้ขมิ้นส่วนใหญ่ จะใช้เป็นเครื่องแต่งกลิ่น รสและสีในอาหารหลายชนิด เช่น แกงกะหรี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปใช้เป็นยาอีกด้วย เช่น เป็นยาลดกรด ขับลมแก้ปวดท้อง แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลลง ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขับน้ำเหลือง ใช้รักษารอบเดือนไม่ปกติ น้ำที่ได้จากขมิ้นนำมารักษาโรคผิวหนัง หรือนำมาพอกแก้ปวดตามข้อได้ แก้โรคตา แก้บิดปวดท้อง แก้ดีซ่าน แก้ท้องร่วง นำส่วนเหง้าไปต้มให้สุก แล้วบดให้ละเอียด นำไปทาแก้โรคผิวหนัง ทาตามซอกอับในร่างกายเพื่อบำบัดกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา เหง้าขมิ้นกินแก้โรคภายในทั้งปวง แก้เสมหะ นำขมิ้นไปต้มกับน้ำนมและน้ำตาลใช้รับประทาน เพื่อป้องกันและรักษาไข้หวัด นอกจากนี้ยังนำไปใช้รักษาแผลสดและทำลายพยาธิได้

นอกจากจะใช้ประโยชน์จากขมิ้นดังกล่าวแล้ว ยังนำไปใช้เป็นสีย้อมและเครื่องสำอางอีกด้วย การใช้เป็นสีย้อมจะพบมากในอินเดีย จีนและบางส่วนของยุโรป ส่วนการใช้เป็นเครื่องสำอางนั้น จะพบมากในแถบตอนใต้ของเอเชีย และในหลายประเทศแถบตะวันออกไกล โดยใช้ขมิ้นทาผิวหน้า จะทำให้มีผิวนุ่มนวล ในมาเลเซียใช้ขมิ้นผสมน้ำสำหรับใช้อาบเพื่อให้ร่างกายสะอาด ในอินเดียใช้ทาที่ผิวหนังของผู้หญิงเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก จากการศึกษาต่อมาพบว่าขมิ้นยังมีผล ต่อการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอีกด้วย โดยจะทำให้สายของโครมาติกแยกออกจากกัน เกิดการแตกหัก และถูกทำลายในที่สุด

สารเคมีที่สำคัญ

สารเคมีที่พบในขมิ้นนั้นจะพบในส่วนของน้ำมันหอมระเหยเป็นสำคัญ โดยทั่วไปแล้วขมิ้น จะมีน้ำมันหอมระเหยตั้งแต่ 2-6 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันมีสีเหลืองและเรืองแสงได้เล็กน้อยสารเคมีที่พบมากที่สุดคือ เทอร์มีโรน (termerone) ประมาณ 58-59 เปอร์เซ็นต์ สารนี้มีสูตรโมเลกุลเป็น C15 H22 O รองลงมาได้แก่ ซิงจิเบอรีน (zingiberene) 25 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังพบสารต่างๆ อีกหลายชนิด ได้แก่ ซาบินีน (sabinene), บอร์นีออล (borneol), ซินีออล (cineol), เทอร์พีรอล (termerol), เคอร์คูโมน (curcumone) และฟิลแลนดรีน (phellandrene)

ในสารดังกล่าวนี้นั้นพบว่า เทอร์มีโรนหรือดีไฮโรเทอร์มีโรนและเคอร์คูโมนไม่ได้มีพบอยู่ ในน้ำมันหอมระเหยของขมิ้น แต่เกิดจากการรวมตัวในขณะที่มีการสกัดสารต่างๆ เช่น เคอรีคูโมน จะเกิดขึ้นในขณะที่มีการนำสารพวกอัลคาไล (alkali) เติมในน้ำมันหอมระเหย

นอกจากนี้ยังพบสารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ เคอร์คูมิน (curcumin) ซึ่งมีประมาณ 1.8-5.4 เปอร์เซ็นต์ สารนี้มีสีเหลืองส้ม หรือสีเหลืองแดง ซึ่งเป็นสีของขมิ้นนั่นเอง สารนี้ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ และกรดอะเซติค

จากการศึกษาต่อมาพบว่า ปริมาณน้ำมันหอมระเหยและเคอร์คูมินในขมิ้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอายุของพืช กล่าวคือขมิ้นที่มีการเจริญเต็มที่แล้วจะมีปริมาณของเคอร์คูมินเปลี่ยนแปลงไป ในช่วงระยะการเจริญตั้งแต่เดือนที่ 5 ถึงเดือนที่ 8 เพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้น ที่มีการเจริญเต็มที่จะมีปริมาณลดลงและการลดลงจะมีมากที่สุดในเดือนที่ 8 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ในการปลูกขมิ้นนั้น ถ้าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสหรือโปตัสเซียมหรือทั้งสามชนิด จะทำให้ได้ผลผลิตของขมิ้นเพิ่มมากขึ้น แต่ปริมาณของเคอร์คูมินจะลดลง

ประสิทธิภาพต่อจุลินทรีย์

ขมิ้นมีประสิทธิภาพต่อจุลินทรีย์ได้ทั้งแบคทีเรียและรากล่าวคือ สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดโรคโบทูลิซึม (Clostridium botulism) และโรคในระบบทางเดินอาหาร (เช่น Salmonella spp.) นอกจากนี้ยังยับยั้งการเจริญของราที่ทำให้อาหารเน่าเสีย (เช่น Rhizopus, Penicillium, Aspergillua) ได้อีกด้วย

ขมิ้นนอกจากจะมีความสามารถในการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ได้แล้ว ยังกระตุ้นการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิดได้อีกด้วย โดยจะกระตุ้นการเจริญของแลคโตบาซิลไลสเตรพโตคอคไค และอี.โคไลได้ดี ซึ่งความสามารถดังกล่าวนี้อาจจะนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหมักดอง เป็นต้น
รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม



By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:12     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #4 ( 15333 )


ความเห็นที่ #5 ( 15335 )

ผักเหลียงชุมพร

ผู้เขียนเป็นคนนิยมอาหารไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารตามท้องถิ่น ที่ชอบมากๆ เห็นทีจะเป็นขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้เพราะถึงเครื่อง รสจัดจ้าน พร้อมมันกลมกล่อมผสมผสานกันบอกไม่ถูก ติดใจก็ตรงบรรดาผักเหนาะหรือผักที่ใช้แนมกับขนมจีนน้ำยานั่นแหละครับ สารพัดผัก ครบเครื่องเรื่องโภชนาการจริงๆ

ลงไปทางกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ผู้เขียนไม่ค่อยพลาดที่จะลิ้มลองขนมจีนน้ำยาแถบนั้น ขนมจีนน้ำยาแถวกรุงเทพฯ จะกินร้านไหน ดูเหมือนรสชาติจะไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แต่ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ รสชาติเอร็ดอร่อยแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ชอบที่สุดเห็นจะเป็นน้ำยากระบี่ ที่มักจะบริการผักเหนาะสารพัด ตั้งแต่ผักบ้าน ผักป่า ทั้งล้มลุกยืนต้น ไล่เรียงไปจนถึงสาหร่ายทะเลนั่นเลย มีผักเหนาะอยู่ชนิดหนึ่งใบยาวเรียวคลับคล้ายใบชะมวงกึ่งผักแต้ว แต่ใบเป็นมันมากกว่า เอามากินสดๆ จะมีรสชาติมันอมฝาด หากเอามาต้มหรือลวกแล้วรสชาติจะออกมันๆ ดูลักษณะใบให้ดีอาจคลับคล้าย ใบยางพารา เมื่อครั้งที่ผู้เขียนยังไม่รู้จักผักชนิดนี้ มีคนบอกว่า นี่คือใบมะกอกป่า แต่ครั้นรู้จักผักมากขึ้น ก็รู้ว่าไม่ใช่

คนกระบี่เรียกผักชนิดนี้ว่า "ผักเหมียง" มีคนใต้บางคนบอกว่าหากผู้คนภาคอื่น ได้มีโอกาสลิ้มลองผักเหมียงมากขึ้น อาจจะหลงเสน่ห์ปักษ์ใต้เอาได้ง่ายๆ เรื่องอย่างนี้คงไม่จำเป็นต้องเถียง เพราะผู้เขียนได้ลองมาแล้ว ยอมรับเลยว่าผักเหมียงเป็นเสน่ห์ของภาคใต้จริงๆ

สัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนมีโอกาสไปบรรยายเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โรงพยาบาลจังหวัดชุมพร นั่งเครื่องบินไปลงที่สุราษฎร์ จากนั้นนั่งรถต่ออีกสักสองชั่วโมงก็เข้าชุมพร น้องเภสัชกร จากโรงพยาบาลชุมพรสองคน ไปรับผู้เขียนมีเด็กหนุ่มขับรถกระบะมิตซูใหม่เอี่ยมเป็นสารถี นั่งรถสองชั่วโมงได้พูดได้คุยกับน้องๆ น่ารักจากโรงพยาบาลชุมพร จึงได้รู้เรื่องดีๆ ของชุมพรมากมาย

เข้าชุมพรก็ค่ำแล้ว น้องๆ พาผู้เขียนไปรับประทานอาหารทะเลที่ปากน้ำชุมพร ร้านอาหารริมทะเลชื่อภราดร อาหารมื้อแรกที่ชุมพรพอจะทำให้จินตนาการไปได้เลยครับว่า เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารจริงๆ สารพันผักสดๆ แนมน้ำพริกกุ้งเสียบ ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย ทำเอาผู้เขียนอึ้งไปเลยกับความเอร็ดอร่อย

ติดอกติดใจมากที่สุดเห็นทีจะเป็นผักใบธรรมดาที่ผัดน้ำมันกับไข่ เป็นอาหารพื้นๆ ที่ผู้เขียนเติมแล้วเติมอีก อาหารเย็นมื้อนั้นเราพูดคุยวนเวียนอยู่กับเรื่องผักผัดไข่ มากกว่าที่จะพูดถึงอาหารทะเลเลิศรสชนิดอื่น น้องเภสัชกรที่ชื่อนกกับหมอน บอกผู้เขียนว่า ผักที่ว่านี้คือ "ผักเหลียง" มีปลูกกันอยู่ในหลายจังหวัดทางภาคใต้ แต่น้องๆ ยืนยันว่า อร่อยที่สุดเห็นทีจะเป็นผักเหลียงชุมพรนี่แหละ ผักเหลียงชุมพรที่ทำเอาผู้เขียนยิ่งอึ้งหนัก ไปกับความอร่อยนี้ภายหลังจึงได้รู้ว่าเป็นผักชนิดเดียวกับผักเหมียงที่กล่าวถึงตอนต้นนั่นแหละครับ ทางพังงา ภูเก็ต กระบี่เรียกว่า ผักเหมียง สุราษฎร์ญฯเรียกว่า ผักเขรียง ทางชุมพร ระนอง ประจวบฯ เรียกว่าผักเหลียง น้องๆ บอกว่าเขานิยมเอามาผัดไข่ หรือจิ้มน้ำพริก หลายบ้านนิยมเอามาทำแกงเลียง คำว่าผักเหลียงจึงน่าจะมีชื่อแปลงมาจากผักทำแกงเหลียงหรือแกงเลียงนี่แหละ

ผักเหลียง เป็นไม้พุ่มยืนต้น มักพบขึ้นตามเนินเขาหรือที่ราบทั่วไป เพื่อนผู้เขียนที่กระบี่เคยบอกว่าผักเหมียงหรือผักเหลียง หากจะให้ใบมันอร่อยมากขึ้น ไม่กระด้างจนเกินไปต้องปลูกในที่ร่มอย่างเช่นปลูกแซมในสวนยางพารา หรือสวนปาล์มที่เป็นเกษตรกรรมหลักของทางภาคใต้

ต้นเหลียงมักไม่ใคร่มีศัตรูพืชมากนัก ไม่โดนแมลงหรือเชื้อรารบกวน กินผักเหลียงจึงพอจะมั่นใจได้ว่าจะปลอดจากสารพิษ อันที่จริงผักจากไม้ยืนต้นส่วนใหญ่ ก็มักจะปลอดสารพิษอยู่แล้ว เมื่อได้เจอะเจอผักเหลียงรสอร่อย อีกทั้งยังปลอดสารพิษขนานแท้ จึงอยากจะแนะนำต่อๆ กันว่าผักประเภทผักเหลียงหรือผักเหมียงนี่แหละ น่าจะเหมาะที่สุดในการขึ้นโต๊ะ

ผักเหลียงเอามาผัดไข่ได้อร่อย เอามาทำแกงเลียงได้รสชาติกลมกล่อม แกงส้มใส่กุ้ง หรือจะเอาไปทำห่อหมก แกงจืด หรือทำผักเหนาะแนมขนมจีน ทำได้ทั้งนั้น จะเอามาดัดแปลงทำแกงเผ็ดก็อร่อย ราคาไม่แพงเลยเมื่อได้ไปเห็นผักเหลียงวางขายในตลาด เป็นกำๆ ละ 7-12 บาท เทียบกับผักที่ไม่ปลอดสารพิษในกรุงเทพฯแล้ว ผักเหลียงทั้งปลอดภัย ทั้งอร่อยทั้งประหยัดมากกว่า

เสียดายที่หาผักเหลียงในกรุงเทพฯได้ยาก จึงน่าจะมีใครสักคนที่หาหนทางนำผักอร่อยเหล่านี้ มาเผยแพร่ทางภาคกลางหรือภาคเหนือบ้าง นับวันคนกรุงเทพฯก็นับจะกินผักน้อยลง ในขณะที่อาหารการกินในภาคใต้ ร่ำรวยไปด้วยพืชผักสารพัด

ผักเหลียงอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ต้องถือว่าเป็นสารต้านออกซิเดชั่นที่สำคัญ ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นสร้างวิตามินเออีกด้วย มีข้อมูลออกมาจากภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า ผักเหลียงร้อยกรัมหรือหนึ่งขีดไม่รวมก้าน ให้เบต้าแคโรทีน สูงถึง 1,089 ไมโครกรัมหน่วยเรตินัล สูงกว่าผักบุ้งจีนสามเท่า มากกว่าผักบุ้งไทย 5-10 เท่า

ผักเหลียงมีเบต้าแคโรทีนมากกว่าใบตำลึงเสียด้วยซ้ำ ผักที่ถือว่า เป็นสุดยอดของแหล่งเบต้าแคโรทีนคือแครอท ก็ไม่ได้มีเบต้าแคโรทีนมากไปกว่าผักเหลียงเลย เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีส้ม แต่กลับมองไม่เห็นสีส้มในผักเหลียงก็เพราะมันถูกสีเขียว ของใบผักปกปิดไว้จนหมด กินผักเหลียงจึงให้ทั้งคุณค่าของเบต้าแคโรทีนและสารพฤกษเคมีจากผักใบ

ผักเหลียงยังให้คุณค่าของแคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูก สารพัดคุณค่าโภชนาการอย่างนี้ เห็นทีจะต้องช่วยกันสนับสนุนการบริโภคผักเหลียงกันให้มากขึ้นแล้วละครับ นิยมบริโภคกันมากๆ ผู้เขียนจะได้มีโอกาสพบผักเหลียงตามตลาดใกล้บ้านมากขึ้น ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่เพราะรังเกียจที่จะไปชุมพรเลย

ชุมพรเมืองน่ารัก น้ำใจคนงดงามอย่างนั้น แม้จะต้องขับรถไปเองสัก 6-7 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ผู้เขียนก็ยอมทำอยู่แล้ว เพราะถึงวันนี้ยังรักและซาบซึ้งน้ำใจคนชุมพรไม่หาย
ดร.วินัย ดะห์ลัน

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:18     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #5 ( 15335 )


ความเห็นที่ #6 ( 15336 )

ฝรั่ง : สมุนไพรแก้ท้องเสีย ช่วยขับลม ดับกลิ่นปาก และป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ภญ.พัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร


--------------------------------------------------------------------------------

ฝรั่ง (Guava) เป็นผลไม้ที่รู้จักกันโดยทั่วไป ให้ผลผลิตทุกฤดูกาลตลอดปี มีหลายพันธุ์ เช่น ฝรั่งขี้นก ฝรั่งสาลี่ ฝรั่งเวียดนาม เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า พันธุ์ฝรั่งขี้นกของไทย (Psidium Guajava Linn) จะมีสารสำคัญซึ่งให้คุณค่าทางอาหาร และคุณค่าในด้านการรักษาโรคได้ดี โดยทั่วไปเราจะนิยมรับประทานผลฝรั่งแก่จัด หรือสุก ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ โดยเฉพาะ มีวิตามินซีมากกว่าผลไม้อื่นๆ มากกว่าส้ม 4-10 เท่า จึงช่วยรักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟันได้ นอกจากนี้ในผลฝรั่งยังมีวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ธาตุเหล็ก แคลเซียม และอื่น ๆ ด้วย และเนื่องจากฝรั่งมีเส้นใยพืชมาก จึงทำให้การดูดซึมของน้ำตาล และไขมัน ในลำไส้เล็กลดน้อยลง นอกจากนี้เส้นใยพืชจะไม่ย่อย และไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย การรับประทานผลฝรั่งจึงช่วยลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องลดอาหาร

ฝรั่งใช้เป็นยาได้ทั้งยอดอ่อน ใบที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไป (ใบเพสลาด) ผลดิบที่ยังฝาดอยู่ และผลแก่จัด โดยใบฝรั่ง และผลฝรั่งดิบจะมีสารแทนนิน (tannin) มีฤทธิ์ในการลดระคายเคือง ของลำไส้ และลดการสูญเสียน้ำ ส่วนน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งจะมีฤทธิ์เป็นยาขับลม

และจากการทดลองทางคลีนิก โดยพ.ญ.ปัจจางค์ ธนังกูล และชัยโย ชัยชาญทินยุทธ ได้ใช้ใบฝรั่งแห้งบดเป็นผงรักษาผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วง โดยให้รับประทานครั้งละ 500 มก.ทุก 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน และเปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะ เตตร้าซัยคลิน พบว่า ยาจากสมุนไพรใบฝรั่ง สามารถลดจำนวนอุจจาระร่วง และลดระยะเวลาของการ ถ่ายเหลวได้มากกว่ายาเตตร้าซัยคลิน และไม่พบอาการข้างเคียง ซึ่งตรงกับการทดลองทางการแพทย์ที่พบว่า ใบ ดอก และผลฝรั่ง มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย ได้แก่ Staphyllococcus aureus E coli Salmonella Typhosa และ Shigella antidysenteriae ได้ อย่างไรก็ดี การรับประทานฝรั่ง โดยเฉพาะใบและผลดิบ มากไป อาจทำให้ท้องผูก และการเตรียมสารสกัดจากฝรั่งจะต้องระวังในการเตรียม โดยไม่ต้มให้เข้มข้นมากเกินไป และไม่ควรรับประทานติดต่อกันนานเกินไป เพราะสารแทนนิน ที่ละลายออกมามากจะมีพิษต่อตับ และไต การลดพิษนี้ทำได้ ด้วยการใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ และการเตรียมการผลิตที่ถูกวิธี (ทางการแพทย์แผนไทย จะใช้น้ำปูนใสเป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาเตรียมจากฝรั่ง)

สำหรับยาที่ใช้ภายนอก ได้มีการนำใบฝรั่งขี้นกมาเตรียมเป็นยาบ้วนปาก ชนิดผสมน้ำก่อนใช้ เพื่อระงับกลิ่นปาก โดยเฉพาะที่เกิดจากฟันผุ เหงือกอักเสบ เศษอาหารเน่าค้าง กลิ่นที่ออกมาจากภายใน หรือกลิ่นที่เกิดจากการรับประทานอาหารกลิ่นแรง หรือกลิ่นเหล้า และบุหรี่ เนื่องจากในใบฝรั่ง นอกจากมีสารพวกแทนนินแล้ว ยังมีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด ช่วยดับกลิ่นปากได้ และจากการทดลองฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่มักจะพบในปาก พบว่าสารสกัดใบฝรั่งจะมีผลต่อเชื้อ Nei sserla spp Coaggurase Staphylococcus Staphylococcus Steep Virdans Yease Diphteroid bacilli และ E. coli แต่ยาบ้วนปากธรรมดาไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ

ภญ.พัชราภรณ์ ปัญญาวุฒิไกร

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:19     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #6 ( 15336 )


ความเห็นที่ #7 ( 15337 )

ชาเขียวดื่มเพื่อสุขภาพ
พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า


--------------------------------------------------------------------------------

ถ้าจะถามว่า เครื่องดื่มที่คนนิยมดื่มกันมากที่สุดในปัจจุบันคืออะไร คนส่วนใหญ่คงนึกถึงกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว
เครื่องดื่มที่มีผู้ดื่มมากที่สุดในโลกรองจากน้ำเลยทีเดียว ก็คือ ชา

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม คนจึงนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือชาวยุโรป ชาที่นิยมดื่มในปัจจุบันอาจแบ่งได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชาจีน ชาเขียว และชาฝรั่ง ซึ่งชาแต่ละชนิดจะต่างกัน ตรงกรรมวิธีในการผลิต

แต่ชาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากก็คือ ชาเขียว (geen tea)

ซึ่งเป็นชาที่ไม่ผ่านการหมัก ทำให้ไม่สูญเสียองค์ประกอบ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไปในระหว่างการหมักเหมือนชาฝรั่ง
ชาเขียวได้จากการทำใบชาให้แห้งที่อุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ใบชาแห้งยังคงมีสีเขียวและมีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด ซึ่งเมื่อชงน้ำร้อนแล้วจะได้น้ำชาสีเขียวหรือเหลืองอมเขียว ไม่มีกลิ่น มีรสฝาดกว่าชาจีน นิยมแต่งกลิ่นด้วยพืชหอม เช่น มะลิ บัวหลวง เป็นต้น ชาเขียวมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ชาเขียวแบบญี่ปุ่นและชาเขียวแบบจีน ซึ่งแตกต่างกันตรงที่ ชาเขียวแบบจีนจะมีการคั่วด้วยกระทะร้อน แต่ชาเขียวแบบญี่ปุ่นไม่ต้องคั่ว

ใบชาเขียวมีสารอาหารพวกโปรตีน, น้ำตาลเล็กน้อย และมีวิตามินอีสูง แต่อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า วิตามินเอและวิตามินอีที่มีอยู่ในใบชา จะสูญเสียไปเกือบหมดถ้าใช้ระยะเวลาในการชงนานจนเกินไป ส่วนปริมาณของแคลเซียม เหล็ก และวิตามินซี จะสูญเสียไปประมาณครึ่งหนึ่ง

แต่ก็มีรายงานจากประเทศญี่ปุ่นว่า ถ้าเราสามารถรับประทาน ใบชาเขียวแห้ง 6 กรัมต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีและวิตามินเอ ถึงร้อยละ 50 และ 20 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันตามลำดับ ในประเทศญี่ปุ่นจึงมีการผลิตชาเขียวในรูปผงสำเร็จบริโภคขึ้น ซึ่งสามารถเติมลงในอาหารหลายชนิด ตั้งแต่อาหารญี่ปุ่นจนถึงสเต๊ก แฮมเบอร์เกอร์ สปาเกตตี้ และสลัด


ใบชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด

ชนิดแรกคือ กาเฟอีน (caffein)
ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารชนิดนี้เองที่ทำให้น้ำชาสามารถกระตุ้น ให้สมองสดชื่นแจ่มใส หายง่วง เนื่องจากกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็ก ๆ และผู้ป่วยโรคหัวใจก็ไม่ควรดื่มชา เนื่องจากกาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มจริง ๆควรดื่มชาที่สกัดกาเฟอีนออกแล้ว ในการชงชานั้นพบว่า 3 นาทีแรกจะได้กาเฟอีนออกมาในปริมาณสูง โดยทั่วไปในชาเขียว 1 ถ้วย (ประมาณ 6 ออนซ์) จะมีกาเฟอีนอยู่ 10-50 มิลลิกรัม สารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับกาเฟอีนชนิดอื่น ๆ ยังช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นไตให้ขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น และช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย

ชนิดที่สองคือ แทนนิน หรือ ฝาดชา (tea tannin)

ซึ่งมีอยู่หลายชนิด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก เป็นสารที่มีรสฝาดที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหากต้องการดื่มชาเขียวให้ได้รสชาติที่ดีจึงไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ ในกานานเกินไป เพราะแทนนินจะละลายออกมามาก ทำให้ชาเขียวมีรสขม แต่ถ้าหากดื่มชาเขียวเพื่อจุดประสงค์ ในการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้มใบชานาน ๆ เพื่อให้มีปริมาณแทนนินออกมามากแทนนินยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า สารแคซิทิน (catecihns) ซึ่งเป็นสารแทนนินชนิดหนึ่งในชาเขียว มีฤทธิ์เป็นสารต้านการเกิดมะเร็ง

โดยมีรายงานว่า แคซิทินมีส่วนช่วย ในการป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหาร โดยป้องกันการสร้างสารก่อมะเร็ง โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยโรคมะเร็ง ในบริติชโคลัมเบีย รายงานว่า ชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งรุนแรงได้ ซึ่งไนโตรซามีนนั้นเป็นสารที่เกิดจาก สารพวกดินประสิวในอาหารทำปฏิกิริยากับสารจำพวกโปรตีน ที่มีในเนื้อสัตว์และอาหารทะเลกลายเป็นไนโตรซามีนซึ่งก่อมะเร็งได้หลายชนิด ดังนั้นถ้านิยมบริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อม ๆ กันด้วย ก็จะช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งลง

มีรายงานการแพทย์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ.1982 และ 1987 พบว่าในแถบจังหวัดชิซูโอกะ ซึ่งเป็นท้องถิ่นที่มีการดื่มชาเขียวกันมาก มีอัตราการเกิดมะเร็งในกระเพาอาหารอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย นอกจากนี้นักวิจัยชาวญี่ปุ่นยังได้รายงานไว้ว่า สารแคซิทินในชา ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูได้ โดยทำให้หนูขับถ่ายไขมัน และคอเลสเตอรอลออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้นแต่กลไกยังไม่ทราบแน่ชัด จากผลการวิจัยนี ้จึงเชื่อว่า สารชนิดนี้น่าจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้

โดยสรุปแล้วฤทธิ์ของชานั้นจะขึ้นกับสารสำคัญทั้งสองชนิดดังที่กล่าวมาแล้ว ข้างต้นสารเหล่านี้จะถูกดูดซึมสู่ทางเดินอาหารได้ถึงร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจายไปยังเนื้อเยื่อต่างๆภายใน 5 นาทีและยังคงออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง นอกจากนี้ในใบชายังมีปริมาณแร่ธาตุฟูลออไรด์สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้เป็นส่วนในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ให้แข็งแรง นักวิจัยจากศูนย์ทันตกรรมฟอร์ซีธในบอสตัน ยังได้แนะนำว่า การดื่มชาตอนเช้าช่วยในการป้องกันฟันผุได้ โดยถ้าคุณแช่ถุงชาหรือใบชาไว้นาน 3 นาทีก่อนดื่ม ชาจะสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้ฟันผุได้ถึงร้อยละ 95 จะเห็นได้ว่าการดื่มชาเขียวจึงน่าจะมีส่วนช่วยในการป้องกันฟันผุได้

แต่ทั้งนี้การดื่มชาเขียวก็มีข้อควรระมัดระวัง คือ การดื่มชาเขียว ในปริมาณสูงอาจมีผลในการลดการดูดซึมวิตามิน B1 และธาตุเหล็กได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่า ชาเขียวมีคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพ ดังนั้นถ้าคุณคิดจะดื่มเครื่องดื่มสักชนิดหนึ่ง ชาเขียวก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีของคุณตลอดไปแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การดื่มชาเขียวก็ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะได้ ้คุณประโยชน์อย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่ไม่ชื่นชอบในการดื่มชาเขียว อาจบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ชาเขียวเป็นส่วนผสมในการปรุงแต่งกลิ่น รส ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไอศกรีม หมากฝรั่ง(ดับ-กลิ่นปาก)และลูกอม เป็นต้น


By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:22     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #7 ( 15337 )


ความเห็นที่ #8 ( 15338 )

น้ำลูกยอ

ผู้เขียนเป็นคนที่มักจะได้ลาภปากที่ไม่ทันคาดคิดอยู่บ่อยๆ โดยมักมีผู้ปรารถนาดีนำเอาอาหารแปลกๆ มาให้ได้ทดลองด้วยตนเองอยู่เสมอ หลายเดือนมาแล้วมีคนที่ผู้เขียนไม่เคยรู้จัก นำเอาน้ำลูกยอใส่ขวดสีเขียว ขนาด 75 เซนติลิตร ติดราคาขวดละ 1,800 บาท มาให้ ผู้เขียนได้เห็นราคาแล้วก็ตกใจเพราะไม่เคยคาดคิดว่า น้ำผลไม้อะไรจะมีราคาแพงได้ขนาดนั้น ราคาแพงกว่าไวน์บอว์โดซ์ประเภทชาโตบางยี่ห้อเสียด้วยซ้ำ

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว มีชาวบ้านแถบฉะเชิงเทราซึ่งผู้เขียนไม่รู้จักอีกเหมือนกัน นำเอาน้ำลูกยอใส่ขวดใสมาให้ผู้เขียนได้ลองดื่ม คนที่เอามาให้เขายืนยันว่ากรรมวิธีที่ใช้ในการสกัดน้ำลูกยอของเขา ไม่ต่างจากวิธีการผลิตน้ำลูกยอต่างประเทศยี่ห้อดังที่ผู้เขียนได้รับมาในครั้งแรกสักเท่าไหร่ เข้มข้นกว่าและอร่อยกว่าด้วยซ้ำ ว่างั้นเถอะ

จะเกทับบลัฟแหลกกันอย่างไรคงไม่สำคัญ แต่ที่น่าแปลกใจคือ น้ำลูกยอของชาวบ้านที่นำมาให้ผู้เขียน ราคาขายแค่ขวดละ 180 บาท ถูกกว่ากันสิบเท่า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีราคาถูกขนาดนี้เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำอ้อย น้ำกระเจี๊ยบใส่ขวดขนาดเดียวกัน ซึ่งขายในราคาประมาณ 20-30 บาทก็ต้องนับว่าน้ำลูกยอยังราคาแพงอยู่มาก

ไม่น่าจะเชื่อนะครับว่ากระแสความคลั่งไคล้น้ำลูกยอของคนไทย จะส่งผลให้ราคาน้ำลูกยอที่ในอดีต ไม่ค่อยมีใครนิยมสักเท่าไหร่กลับกลายมาเป็นน้ำผลไม้ทองคำทำราคาได้สูงถึง 180 บาท สำหรับน้ำผลไม้คั้นปริมาณไม่ถึงลิตร ขนาดราคา 180 บาทยังว่าแพงแล้ว ดังนั้น ขออย่าไปวิจารณ์น้ำลูกยอต่างประเทศที่มีราคา 1,800 บาทเลย

ผู้เขียนไม่ได้สนใจว่าราคาของน้ำลูกยอยี่ห้อดังจากต่างประเทศจะสูงขึ้นหรือลดลงไปกว่านี้ ไม่ได้สนใจว่าน้ำลูกยอชาวบ้านที่พักหลังๆ เห็นมีออกมาจำหน่ายกันหลายต่อหลายเจ้า ราคาถูกบ้างแพงบ้าง ถึงวันนี้จะมีราคาสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผู้เขียนสนใจคือ น้ำลูกยอได้กลายเป็นกระแสโภชนาการ ไม่ต่างจากยุคที่น้ำปั่นผักหรือน้ำอาร์ซีชีวจิต กลายเป็นกระแสฮิตขึ้นมาเมื่อกว่าสองปีมาแล้ว

เมื่อปลายเดือนเมษายน ผู้เขียนมีโอกาสไปบรรยายในการประชุมวิชาการด้านโภชนาการ ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น แถบบางเขน ได้รับคำถามจากนักวิชาการด้านโภชนาการด้วยกันว่าผู้เขียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับน้ำลูกยออย่างไร เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าน้ำลูกยอช่วยรักษาโรคได้หลายต่อหลายโรค น่าจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า

คำตอบของผู้เขียนคือ เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว เมื่อกระแสน้ำอาร์ซีชีวจิตหรือน้ำคั้นธัญพืชเก้าชนิด โด่งดังเปรี้ยงปร้าง ผู้คนเชื่อกันว่าน้ำอาร์ซีรักษาโรคได้สารพัดโรคแม้กระทั่งโรคมะเร็ง ผู้เขียนได้รับคำถามลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งผู้เขียนตอบไปว่าเรื่องของน้ำอาร์ซีที่ชาวบ้านแห่แหนกันหาดื่มนั้น เป็นแค่กระแสชั่วครั้งชั่วคราว ขอให้รออีกสักพักหนึ่ง กระแสที่ว่านี้ก็จะจางหายไป

น้ำอาร์ซีที่ครั้งหนึ่งผู้คนเคยเสาะแสวงหากันเหลือเกิน น้ำอาร์ซีสำเร็จรูปมีวางขายกันทั่วไป ถึงวันนี้หาไม่ได้อีกแล้วในท้องตลาด คนที่เคยเรียกหาน้ำอาร์ซีมาดื่มในวันนี้ กลับไม่เคยถามหาถึงน้ำอาร์ซีอีกเลย กระแสนิยมชีวจิตหายไปเสียเฉยๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่เคยเกิดกระแสนิยมน้ำปั่นผัก แล้วก็เลือนหายไปไม่ต่างกัน

ความนิยมน้ำลูกยอในวันนี้ เป็นกระแสไม่ต่างจากน้ำปั่นผักและน้ำอาร์ซี ถึงวันหนึ่งผู้คนก็เลิกเห่อเลิกดื่ม ขออย่าได้ซีเรียสกันนักเลย สิ่งที่ควรทราบคือโภชนาการของแท้นั้น ไม่มีกระแสหรอกครับ คนที่ดื่มน้ำลูกยอเป็นน้ำผลไม้ชนิดหนึ่งทำได้อย่างนี้จึงจะเป็นโภชนาการแท้ ปีหน้าก็ยังดื่มน้ำลูกยอได้ แต่หากยึดถือว่าน้ำลูกยอเป็นน้ำผลไม้มหัศจรรย์ใช้ป้องกันรักษาโรคสารพัดถึงวันหนึ่งก็ต้องเลิกดื่ม เพราะเรื่องหลังนี้เป็นแค่กระแสเท่านั้น อะไรที่เป็นกระแสอยู่ได้ไม่นานหรอก

ผู้เขียนจะไม่วิจารณ์ความเชื่อที่ว่า น้ำลูกยอช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดตั้งแต่เบาหวานไปถึงมะเร็ง พักหลังๆ ลามไปจนถึงโรคเอดส์ เหตุที่ไม่วิจารณ์เพราะความเชื่อเหล่านี้ไม่มีหลักฐานทางวิชาการ สนับสนุนเลยแม้แต่น้อย ใครที่จ่ายสตางค์แพงๆ ซื้อน้ำลูกยอก็ต้องถือว่าเป็นความพึงใจส่วนตัว

อันที่จริงน้ำลูกยอหากพิจารณาในแง่ของน้ำผลไม้ ก็ต้องถือว่าเป็นน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์ จะไปบอกว่าไม่มีประโยชน์คงไม่ได้ คนไทยรู้จักใบยอกันมานานเอามาใช้ทำห่อหมก ทำแกงอ่อม หรือแกงเผ็ดกะทิใส่ใบยอ ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ ใช้ทำแกงหอยขม

ยอมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morinda citrifolia บางครั้งฝรั่งเรียกว่า ผลไม้เนยแข็ง เพราะรสชาติเลี่ยนพอกัน ยอเป็นพืชที่มีประโยชน์ ใบยออุดมไปด้วยแคลเซียม โดยมีแคลเซียมสูงพอๆ กับผักคะน้า ใบยอต้มสักสองช้อนโต๊ะ ให้แคลเซียมสูงพอๆ กับนมหนึ่งแก้วหรือสูงถึง 400 มิลลิกรัม การดูดซึมแคลเซียมแม้จะไม่ดีเท่านม แต่ก็ต้องนับว่าดูดซึมได้ไม่เลวนัก

นอกจากแคลเซียมสูงแล้ว ใบยอรวมไปถึงลูกยอ ยังมีฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง ทั้งใบยอและน้ำลูกยอ จึงนำมาใช้บำรุงกระดูกได้ค่อนข้างดี สำหรับวิตามินนั้น ในใบยอรวมไปถึงลูกยอ มีสารเบต้าแคโรทีนสูง สารตัวนี้เป็นสารก่อวิตามินเอแถมยังเป็นสารต้านออกซิเดชั่น ช่วยทำลายอนุมูลอิสระอีกต่างหาก

ดื่มน้ำลูกยอเป็นน้ำผลไม้ จึงให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดีกว่าน้ำผลไม้หลายชนิดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างที่บอกคือ ประโยชน์ของน้ำลูกยอนั้นเกิดขึ้นในสถานะที่มันเป็นน้ำผลไม้ ไม่ใช่ยารักษาโรค การใช้น้ำลูกยอไปรักษาสารพัดโรคอย่างที่เชื่อกันอยู่นั้น เป็นเรื่องที่เลยเถิดจากความเป็นวิชาการไปค่อนข้างมาก

เมื่อน้ำลูกยอกลายเป็นกระแสความคลั่งไคล้ ราคาหนึ่งขวดขนาด 750 เซนติลิตร 1,800 บาทหรือสองพันบาท จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่ ซื้อตามกระแสก็ต้องจ่ายแพงอย่างนี้ ก็เหมือนครั้งหนึ่งผู้คนเคยคลั่งต้นบอนสี กระถางหนึ่งราคาเป็นหมื่น พอหมดกระแสแล้วราคาบอนสีตกเหลือแค่ร้อยกว่าบาท น้ำลูกยอราคาเป็นพัน ก็คงมีอนาคตไม่ต่างกันหรอกครับ



(update 3 มิถุนายน 2002)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 519 วันที่ 13 - 19 พ.ค. 2545 ]

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:28     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #8 ( 15338 )


ความเห็นที่ #9 ( 15339 )

กระเทียม มีสารสำคัญอะไร?
ภ.ญ.ยุวดี สมิทธวาสน์
เครือโรงพยาบาลพญาไท


--------------------------------------------------------------------------------

กระเทียมถูกนำมาใช้เป็นยาตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณเรื่อยมา เข้ามาในยุโรป อินเดีย และเอเชียและเผยแพร่เข้าไปในอเมริกา ปัจจุบันมีการวิจัยพยายามศึกษาหาสารในกระเทียมว่า มีสารอะไรบ้าง ที่มีประโยชน์ในการรักษาโรค โรคที่ใช้รักษาได้คือ โรคหัวใจ, มะเร็ง, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ใช้ต่อต้านอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำลายเซลล์ดีๆ ของร่างกาย ฯลฯ

กระเทียมประกอบด้วยสารมากมายหลายชนิด แต่ละชนิด จะออกฤทธิ์แตกต่างกันไป วิธีการเตรียมหรือผลิตกระเทียม ให้เป็นยาด้วย ความร้อน, การละลายด้วยน้ำหรือน้ำมัน จะได้สารออกมาแตกต่างกัน รักษาโรคไม่เหมือนกัน ดังนั้นการจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากกระเทียมควรทำอย่างไร ?

สารที่ให้ประโยชน์ในการรักษาจะได้จากการสกัดกระเทียมด้วยน้ำ ซึ่งได้หลายชนิด ชนิดที่ให้ประโยชน์และนำมาทดลองกันมากคือ แอลไลซิน (ALLICIN) ซึ่งไม่ค่อยคงตัว จะสลายตัวได้ง่าย ภายใน 6 วินาที เราไม่สามารถวัดสารแอลไลซินได้ในเลือด เมื่อบริโภคกระเทียมเข้าไปหรือไม่ สามารถวัดปริมาณของแอลไลซิน ในผลิตภัณฑ์ของกระเทียมแต่เราจะวัดสารชื่อ แอลไลอิน (ALLIIN) และแอลไลอิเนส (ALLINASE) แทน เพราะทั้งสองสารนี้ เมื่อผสมกันแล้วจะเกิดสาร "แอลไลซิน" ซึ่งให้ฤทธิ์ในการรักษา ภายในชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร พูดง่ายๆ ก็คือ เราวัดคุณภาพของผลิตภัณฑ์กระเทียมจากปริมาณสารสองตัวนี้
ประโยชน์ของกระเทียม


ป้องกันโรคหัวใจ ลดการอุดตันของเส้นเลือด, ลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือดได้ 58%, ลดคอเลสเตอรอล, ลดไตรกลีเซอไรด์, ลดความดันโลหิต, เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต

ป้องกันโรคมะเร็ง สารประกอบในกระเทียมจะยับยั้ง การเกิดสารก่อมะเร็งที่ชื่อไนโตรซามีนในร่างกาย ซึ่งช่วยป้องกัน การเป็นมะเร็งได้, สารอีกตัวหนึ่งในกระเทียมชื่อ S-ALLYLMERCAPTO CYSTEINE ช่วยลดอุบัติการการเกิดมะเร็ง ในต่อมลูกหมากถึง 50% และได้ตีพิมพ์ในวารสาร AMERICAN JOURNAL OF CLINICAL NUTRITION ปี 1997

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การศึกษาพบว่า ผลิตภัณฑ์ของกระเทียม ที่ผลิตโดยเทคนิคใหม่ของญี่ปุ่นที่เรียกว่า "aged garlic" จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้เพิ่มขึ้น เช่น macrophaqes, T-lymphocyte activity และ antibody production นอกจากนี้แล้วยังพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค, เชื้อไวรัส และเชื้อรา อีกด้วย

อื่นๆ กระเทียมมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคติดต่อเชื้อทางเดินหายใจ, การเกิดพิษจากโลหะหนัก, หูอักเสบ, น้ำตาลในเลือดสูง, การปรับสภาพ ต่อความเครียด, การได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไป, ท้องร่วง นอกจากนี้กระเทียมยังสามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างแรง (major antioxidant) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อโรคของหลอดเลือด (arterial disease) และโรคเสื่อมต่างๆ (degenerative tissue condition)
Aged Garlic


เป็นผลิตภัณฑ์ของกระเทียมชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้วิธีผลิตโดยไม่ใช้ความร้อน แต่ใช้เวลาในการสกัดสารสำคัญออกมา เทคนิคนี้คิดค้นได้ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการเปิดบทบาทใหม่ ของกระเทียมในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และ bioactivator ขบวนการการผลิตจะลดกลิ่นของกระเทียม ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค เทคนิคใหม่นี้ จะช่วยให้เรา ค้นพบประโยชน์ใหม่ๆ อีกมากมายของกระเทียม
จะรับประทานกระเทียมอย่างไรดีให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ


การปรุงอาหารด้วยกระเทียมก็ยังคงเหลือสารกลุ่มซัลเฟอร์ ซึ่งยังคงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง, การรับประทานกระเทียมสดๆ จะดีที่สุด แต่จะระคายกระเพาะอาหาร ให้รับประทาน พร้อมอาหารโดยเฉพาะอาหารโปรตีน

คนที่ไม่ชอบกลิ่นกระเทียมหรือไม่ได้รับประทานกระเทียมทุกวัน การรับประทานแคปซูล กระเทียมเป็นอาหารเสริมก็ให้ประโยชน์เช่นกัน ให้เลือกบริษัทผู้ผลิตกระเทียมที่เชื่อถือได้และควรมีฉลากระบุสารต่างๆ ในนั้นด้วย ให้ถามว่ามีการนำกระเทียมที่ผลิตได้นั้นไปทำการทดลอง ด้วยหรือเปล่าและมีการตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารอะไรบ้าง

ยาเม็ดกระเทียมไม่ใช่กระเทียมสดแต่มีส่วนประกอบ ใกล้เคียงกับกระเทียมสด

ปริมาณการบริโภคต่อวันขึ้นกับรูปแบบของการผลิต การใช้รักษาโรคควรเท่ากับหัวกระเทียมสด 4 กรัม, หรือ 600-1200 มก. ของ aged garlic, 2-5 มก. ของน้ำมันกระเทียม (garlic oil)

อาหารเสริมจากกระเทียมควรผลิตโดยวิธีที่ไม่ทำลาย สารธรรมชาติของมันจะได้ประโยชน์เทียบเท่ากระเทียมสด เทคนิคการผลิตวิธีใหม่ที่เรียก aged garlic จะช่วยลดกลิ่น และสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออกไป ขณะเดียวกันก็ทำให้คุณภาพคงทน หรือไม่สูญสลายไปหมด

มีแพทย์คนหนึ่งซึ่งสนใจการรักษาโดยพืชสมุนไพรชื่อ JAMES DUKE, Ph.D. ได้วิจัยพบว่า กระเทียมมีสารประกอบ รวมกันถึง 202 ชนิด เขาบอกว่า "เราไม่ต้องไปหาสรรพคุณอื่นใด มาเพิ่มเติมอีก (ในการรักษาด้วยสมุนไพร) นอกจากพยายามคงสภาพ ของมันไว้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง"

กระเทียมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จึงมีผู้ผลิตกระเทียม ออกวางจำหน่ายในรูปยาเม็ดหลายๆ บริษัทด้วยกรรมวิธี การผลิตแตกต่างกันออกไป ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การสกัดกระเทียมด้วยวิธีความร้อน, เย็น ก็จะได้สารออกมาไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่การสกัดกระเทียมด้วยน้ำหรือน้ำมัน ก็จะได้ตัวยา ออกมาแตกต่างกัน ดังนั้นก่อนซื้อผลิตภัณฑ์จากกระเทียม ควรต้องเลือกดูให้ดีๆ มิฉะนั้น จะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ควรเลือกบริษัทผู้ผลิตที่มีการนำยาที่ผลิตไปทดลองมาก่อน และได้ผลการทดลองออกมาเชื่อถือได้เท่านั้น

By : หนึ่งครับ_H.001    Date : 26 Nov 2004 17:40     IP-address : 202.80.225.72   แจ้งลบความเห็นที่  #9 ( 15339 )


ความเห็นที่ #10 ( 15340 )

ขอบใจหลายเด่อ

By : guy    Date : 26 Nov 2004 17:45     IP-address : 203.118.116.108   แจ้งลบความเห็นที่  #10 ( 15340 )


ความเห็นที่ #11 ( 15348 )

โอ้โฮข้อมูลของพี่หนึ่งเยอะจริงๆมีประโยชน์ทั้งน้าน..ขอบคุณค่ะพี่หนึ่ง

By : น้องอ้อม(เบลเยี่ยม)    Date : 26 Nov 2004 19:20     IP-address : 81.240.169.197   แจ้งลบความเห็นที่  #11 ( 15348 )


Member
Profile ของ Pe goy
Pe goy
ส่งจดหมายถึง pe goy_H007 IP-address : 203.147.59.123
I am Donated

ความเห็นที่ #12 ( 15352 )

โฮไปชาตท์แบทต์กลับมาขอ้มูลเพียบเลยนอ้งเราดีจริงๆคะ

By : pe goy_H007    Date : 26 Nov 2004 21:10    แจ้งลบความเห็นที่  #12 ( 15352 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ pe goy_H007 ตั้งกระทู้ 318 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ pe goy_H007 ตั้ง 5 กระทู้ มีดังนี้
 81242   ซีดีโฟร์ ล่าสุด
 69321   ขอความช่วยเหลือด่วน..เรื่องยา
 69107   ....คนที่เคยผ่านความทุกข์
 68991   มีเวลาเฝ้าบ้าน
 64186   ....มิตติ้ง ใครไปวันศุกข์

ความเห็นที่ #13 ( 15357 )

ขอเป็นกำลังใจให้สู้ๆกันทุกคนเลยน่ะครับ ข้อมูลดีๆอย่างนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนท้อแท้ครับผม

By : โต ผู้วิตก    Date : 26 Nov 2004 21:43     IP-address : 203.121.135.10   แจ้งลบความเห็นที่  #13 ( 15357 )


Member
Profile ของ (^.^)
(^.^)
ส่งจดหมายถึง ตะวัน_H.033_นางฟ้าจากนรก IP-address : 203.121.145.119
I am Donated

ความเห็นที่ #14 ( 15359 )


ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะพี่หนึ่ง

By : ตะวัน_H.033_นางฟ้าจากนรก    Date : 26 Nov 2004 22:04    แจ้งลบความเห็นที่  #14 ( 15359 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ ตะวัน_H.033_นางฟ้าจากนรก ตั้งกระทู้ 4 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ ตะวัน_H.033_นางฟ้าจากนรก ตั้ง 4 กระทู้ มีดังนี้
 9933   ประกาศ : ช่วงเวลา 21.00 น. Pha จะขอปรับปรุงระบบใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงนะครับ
 9759   ประกาศข่าวจากพี่ป้อม : วันนี้เวปจะขอปิดปรับปรุงระบบเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
 9718   *_* 10 Golden Principles To Preserve One 's Love *_*
 7279    To... แก่แล้ว นู๋แก่แล้วค่ะ [ มาสอนวิธีเล่น PM ]

Member
Profile ของ devil
devil
ส่งจดหมายถึง devil IP-address : 203.150.217.115

ความเห็นที่ #15 ( 15363 )

ขอบคุณครับป๋า........

By : devil    Date : 27 Nov 2004 00:07    แจ้งลบความเห็นที่  #15 ( 15363 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ devil ตั้งกระทู้ 149 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ devil ตั้ง 5 กระทู้ มีดังนี้
 9261   มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดหนุ่มหล่อ knifelife และคุณ sabsaa กันนะครับ
 8916   สุขสันต์วันเกิดพี่แก้มแหม่มสุดสวยครับ
 8889   Happy Birthday คุณลุงชายครับผมเป็นชาย
 8492   H : B : D พี่เล็ก Dolly นะครับ
 8477   ควายน้ำกับกุญแจที่หายไป

ความเห็นที่ #16 ( 15367 )

ขอบคุณค่ะ พี่หนึ่ง

By : Hope    Date : 27 Nov 2004 09:11     IP-address : 165.243.0.226   แจ้งลบความเห็นที่  #16 ( 15367 )


Member
Profile ของ ลูซี่คนสวย
ลูซี่คนสวย
ส่งจดหมายถึง ลูซี่คนสวย IP-address : 203.155.182.251
I am Donated

ความเห็นที่ #17 ( 15383 )

สมุนไพรบ้านเรานี่เป็นเลิศจริงๆๆเลยนะคะคุณ1 อยากให้เพื่อนๆๆหันมากินผักพื้นบ้านไทยๆๆให้มากๆๆนะคะมีประโยชน์มากจริงๆๆๆ
ขอบคุณคุณ1มากๆๆเลยนะคะสำหรับข้อมูลดีๆๆคะ

By : ลูซี่คนสวย    Date : 27 Nov 2004 12:05    แจ้งลบความเห็นที่  #17 ( 15383 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ ลูซี่คนสวย ตั้งกระทู้ 875 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ ลูซี่คนสวย ตั้ง 5 กระทู้ มีดังนี้
 94869   คุณป้อมคะ รับทราบเรื่องเงินที่่จะโอนเข้ากองกลางด้วยนะคะ
 94570   คุณป้อมคะ โอนเงินกองกลางแล้วนะคะ
 94534   เงินที่่จะโอนกองกลาง ขอโอน15/3/13 นะคะ
 94478   สรุป..ปิดบัญชีการเงินมีทติ้งประจำปี 2013
 94258   นิมนต์พระ มาเช้าวันเสาร์ ที่รีสอร์ท

ความเห็นที่ #18 ( 15387 )

นี่แหละครับประเทศไทย พืชผักบ้านเรามีประโยชน์มากที่สุด ขอบคุณมากนะครับคุณหนึ่งที่นำข่าวสารดี ๆ มาให้ได้อ่านกัน

By : JIMMY    Date : 27 Nov 2004 12:50     IP-address : 203.144.157.251   แจ้งลบความเห็นที่  #18 ( 15387 )


ความเห็นที่ #19 ( 15413 )

ข้อมูลแน่นสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจริงครับ

By : สสส-สว    Date : 27 Nov 2004 20:41     IP-address : 202.57.167.236   แจ้งลบความเห็นที่  #19 ( 15413 )


ความเห็นที่ #20 ( 15429 )

ขอบคุณครับ
เข้ามาเก็บ ๆ ๆ ๆ

By : น้องโครมม    Date : 28 Nov 2004 07:06     IP-address : 61.90.13.185   แจ้งลบความเห็นที่  #20 ( 15429 )


ความเห็นที่ #21 ( 15453 )

ขอบคุณครับพี่หนึ่ง

By : ToNg Bai    Date : 28 Nov 2004 15:36     IP-address : 203.118.122.124   แจ้งลบความเห็นที่  #21 ( 15453 )


ความเห็นที่ #22 ( 15454 )

ดีมากเลยเพื่อน
ให้ทุกคนลองทานดูนะครับ
ได้ผลเป็นประการใด กรุณาบอกต่อด้วยนะครับ

By : zang    Date : 28 Nov 2004 16:28     IP-address : 61.90.10.215   แจ้งลบความเห็นที่  #22 ( 15454 )


ความเห็นที่ #23 ( 15460 )

ขอบคุณครับ

By : น้อยใจยา    Date : 28 Nov 2004 17:34     IP-address : 202.129.0.164   แจ้งลบความเห็นที่  #23 ( 15460 )


Member
Profile ของ ใบไม้
ใบไม้
ส่งจดหมายถึง ใบไม้ IP-address : 202.5.86.2

ความเห็นที่ #24 ( 15483 )

ขอบคุณสําหรับข้อมูลค่ะ
จะค่อยๆอ่านและนําไปปฏิบัติค่ะ

By : ใบไม้    Date : 29 Nov 2004 01:03    แจ้งลบความเห็นที่  #24 ( 15483 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ ใบไม้ ตั้งกระทู้ 4 กระทู้
Topic ล่าสุด ที่ ใบไม้ ตั้ง 4 กระทู้ มีดังนี้
 6760   แตงโม
 2477   ขอเป็นกําลังใจให้พี่หนึ่ง
 944   อ่านไดคุณหนึ่ง
 881   ขอเป็นกําลังใจให้คุณหนึ่งค๊ะ

ความเห็นที่ #25 ( 15499 )

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ค่ะพี่หนึ่ง น่าจะมีสมุนไพรเพิ่มความอ้วนมั่งเน๊อะ

By : นู๋ผึ้ง (-_-")    Date : 29 Nov 2004 14:00     IP-address : 203.146.139.19   แจ้งลบความเห็นที่  #25 ( 15499 )


ความเห็นที่ #26 ( 15570 )

ขอบคุณครับพี่หนึ่ง

By : ToNg Bai    Date : 30 Nov 2004 14:04     IP-address : 210.86.207.248   แจ้งลบความเห็นที่  #26 ( 15570 )


ความเห็นที่ #27 ( 15692 )

thank krab.........

By : ake    Date : 1 Dec 2004 23:49     IP-address : 61.90.8.24   แจ้งลบความเห็นที่  #27 ( 15692 )


ความเห็นที่ #28 ( 30723 )

ใครมีข้อมูของเคอร์คูมิน(cucurmin)ช่วยส่งมาให้หน่อย ต้องกาด่วน.......

By : ผักกาด    Date : 20 Jul 2005 23:22     ส่งจดหมายถึง ผักกาด  IP-address : 210.86.146.105   แจ้งลบความเห็นที่  #28 ( 30723 )


ความเห็นที่ #29 ( 31407 )

หนูต้องการรายละเอียดมากกว่านี้

By : เด็กขี้สงสัย    Date : 9 Aug 2005 13:39     IP-address : 61.19.154.75   แจ้งลบความเห็นที่  #29 ( 31407 )


ความเห็นที่ #30 ( 31408 )

หนูต้องการรายละเอียดมากกว่านี้

By : เด็กขี้สงสัย    Date : 9 Aug 2005 13:39     IP-address : 61.19.154.75   แจ้งลบความเห็นที่  #30 ( 31408 )


ความเห็นที่ #31 ( 31786 )

เออเหมือนกัน

By : คนน่ารัก    Date : 14 Aug 2005 12:23     IP-address : 202.129.14.250   แจ้งลบความเห็นที่  #31 ( 31786 )


ความเห็นที่ #32 ( 32131 )

ต้องการข้อมูลของสมุนไพรมากกว่านี้

By : หนุงหนิง    Date : 19 Aug 2005 13:16     IP-address : 203.156.152.88   แจ้งลบความเห็นที่  #32 ( 32131 )


ความเห็นที่ #33 ( 32654 )

ผมเห็นคนเป็นเอ็ดส์ทีจ.พิษณุโลกดื่มน้ำคาวตองหมักและหาย แต่เมื่อตรวจหมอไม่เชื่อ ก็ไม่อยากบอกใครเพราะไม่มีใครเชื่อ
อีกรายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองใกล้ตายรักษามาสาระพัดวิธี มาดื่มน้ำคาวตองหมัก วันนี้หายแล้ว กรมวิทยาสตร์มีดีๆๆไม่นำออกมาขาย

By : คนดื่มคาวตอง    Date : 25 Aug 2005 22:26     IP-address : 58.10.101.176   แจ้งลบความเห็นที่  #33 ( 32654 )


ความเห็นที่ #34 ( 42418 )

ทำไมไม่ระบุสารที่ต้านโรคเอดส์มาด้วยละคะ

By : หนูเอง    Date : 28 Dec 2005 18:17     IP-address : 203.156.51.216   แจ้งลบความเห็นที่  #34 ( 42418 )


ความเห็นที่ #35 ( 42957 )

By : ย    Date : 4 Jan 2006 14:22     IP-address : 203.157.133.7   แจ้งลบความเห็นที่  #35 ( 42957 )


ความเห็นที่ #36 ( 43517 )

By : y    Date : 11 Jan 2006 19:37     IP-address : 203.114.122.196   แจ้งลบความเห็นที่  #36 ( 43517 )


Member
Profile ของ nonne
nonne
ส่งจดหมายถึง ชาวเพื่อน IP-address : 115.67.244.16

ความเห็นที่ #37 ( 324976 )

ค่า CD4 อยู่ที่331 ตอนนี้มีอาการเมื่อยตัว ไข่บอย

By : ชาวเพื่อน    Date : 11 May 2009 19:30    แจ้งลบความเห็นที่  #37 ( 324976 )

เปิดอ่าน กระทู้ทั้งหมด ที่ ชาวเพื่อน ตั้งกระทู้ กระทู้


    แหล่งรวมเกมส์ออนไลนน์ ที่ใหญ่ที่สุด พร้อมจะมันส์กันแล้ว Click เลย

ขอเชิญร่วมตอบกระทู้
ความคิดเห็น
โดย
Member ID
** เฉพาะสมาชิกระบุ ID (ตัวเลข)
Password** เฉพาะสมาชิก => [[ สมัครสมาชิก Click!! ]]


คลิกที่รูป เพื่อแทรกรูปลงในข้อความ

ย่อหน้า จัดกึ่งกลาง ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
จัดรูปแบบข้อความ

คำเตือน !!
1. การ Post ข้อความ ที่เป็น การรบกวน ความเป็นส่วนตัว การสบประมาท ดูหมิ่น หยาบคาย อนาจาร ซึ่งรุกรานต่อความเป็นส่วนตัว เป็นภัยต่อผู้อื่นบนเว็บไซต์ มีความผิดทางกฎหมาย
2. เพื่อความปลอดภัย และ ความเป็นส่วนตัว โปรดหลีกเลี่ยง การลงเบอร์โทร ชื่อ-สกุล จริง ในการ Post ข้อความ แนะนำ ให้ติดต่อกันทาง Email ตรง !! จะดีกว่านะ !!
[ ปิดหน้าต่างนี้ ]



 


Mobile Zone
SMS MMS Logo

บ้านทอมดี้

น่ารัก ดอท คอม www.narak.com ศูนย์รวม ความน่ารัก

ทอมดี้น่ารัก ศูนย์รวมทอมกะดี้

http://pha.narak.com
Google
www.narak.com board.narak.com pha.narak.com
โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น
1. ทุกความคิดเห็น จะถูกส่งขึ้นระบบ โดยอัตโนมัติ เพื่อการแลกเปลี่ยน โดยอิสระ ทางเวป ไม่ขอรับผิดชอบ ข้อความที่อยู่ในนี้ ว่า มี ความเชื่อถือ - มากน้อย แค่ไหน โปรดใช้ วิจารณญาณ ในการเยี่ยมชมของผู้เยี่ยมชม เป็นตัวแยกแยะความถูก-ความผิด ของข้อมูล
2. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
3. ผู้จัดทำ และ ทีมงาน ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. เพื่อความปลอดภัย และ สิทธิ์ของท่าน กับความเป็นส่วนตัวของท่าน หากไม่มั่นใจ อย่าได้ post ข้อความ ที่เป็นชื่อ-นามสกุลจริง หรือ เบอร์โทรศัพท์ อันจะนำไปถึงตัวคุณเองนะครับ ( กรณีไม่ต้องการเปิดเผยตัว )
5. หากคัดลอก บทความและเนื้อหา จากที่ใด ขอความร่วมมือ ลง Credit ให้กับ ที่มาด้วย หรือเพื่อให้ทีมงานง่ายต่อ การตรวจสอบ หากมี การละเมิดลิขสิทธิ์ ทางทีมงานจะขอลบออกจากระบบ

ผู้สนับสนุน : งาน หางาน งานราชการ งานรัฐวิสาหกิจ งานสถานศึกษา งานบริษัท | หาเพื่อน
PHA HIV AIDS | หวย สถิติหวย ตรวจหวย ใบตรวจหวย | Barbie | จตุคามรามเทพ
รหัสไปรษณีย์ รหัสไปรษณีย์ไทย คำขวัญประจำจังหวัด | รถมือสอง | เกมส์เต้น
เกม เกมส์ เกมส์แต่งตัว เกมส์ทำอาหาร | Directory | เกมส์ปลูกผัก

Copyright © Since April 2006 www.narak.com ( น่ารักดอทคอม ) , Code : Moha
เกมส์ เกม ออนไลน์ เล่นได้ทุกวันมันส์ได้ทุกเกมส์


Check IP address / Domain name : Check Your IP Click !!

รหัสไปรษณีย์ รหัสไปรษณีย์ไทย คำขวัญจังหวัด : thai postcode zipcode



ประกาศ รับสมัครงาน
Update ทุกวัน

jobs.narak.com
ศูนย์บริการสาธารณสุข 20 บมจ.ธนาคารนครหลวงไทย รับสมัครบุคคลภายนอกช่วยปฏิบัติราชการ
กรมทรัพยากรธรณี รับสมัครงาน พนักงานจ้างเหมาบริการ (นักธรณีวิทยา) 2 ตำแหน่ง
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี รับสมัครบุคคลในตำแหน่ง นักเทคนิคการแพทย์
งานวิจัยสมุนไพร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดรับสมัครนักวิทยาศาสตร์การแพทย์
โรงพยาบาลคลองหลวง ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 6 ตำแหน่ง
สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ครั้งที่ 1 ประจำปี 2556
สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประกาสรับสมัครเจ้าหน้าที่สมาคมฯ จำนวน 1 อัตรา
กรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน รับสมัครพนักงานจ้างเหมาบริการช่วยปฏิบัติราชการ
กลุ่มงานสิ่งแวดล้อม 1 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน มีความประสงค์จะรับสมัครเจ้าหน้าที่ประสานงานโครง
กลุ่มกำกับดูแลก่อนออกสู่ตลาด สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศรับสมัคร ลูกจ้างเหมา




Content Share
www.kapook.com
เรื่องเด่น ประเด็นร้อน บันเทิง กีฬา ที่นี่เลย
Kapook Men รวมเรื่องน่ารู้ของผู้ชาย คลิกเลย
เรื่องย่อละครทองเนื้อเก้า
DIY สร้อยคอจากดินสอสี
7 เคล็ดลับ เติมชีวิตเซ็กส์หลังคลอดให้เร่าร้อนกว่าที่เป็น
ท่ายาก เน้น ๆ เมื่อเหล่าดาราเล่นโยคะท่ายาก จะแซบแค่ไหนมาดูกัน
ทรงผมที่เหมาะกับชุดราตรีสั้น เรียบหรูดูดี เซ็กซี่มีสไตล์
เสื้อชีฟอง แฟชั่นเซตนี้หวานสดใส น่าใส่ทุกแบบ
สวยไม่สร่าง ! ดารารุ่นใหญ่ที่ยังสวยเด้ง เป๊ะทุกองศา
รวมอินสตาแกรมดารา นักร้อง คลิกเลย !!!