|
ความเห็นที่ #1 ( 101987 )
การรักษาด้วย ยาต้านไวรัส
ยาต้านไวรัส เอชไอวี หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า "ยาต้านฯ" เป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการแบ่งตัว
และการเจริญเติบโตของเชื้อเอชไอวี เมื่อเชื้อไม่เพิ่มจำนวน ในขณะที่เชื้อเก่าจะค่อย ๆ ตายไปเอง
ภูมิคุ้มกันของร่างกาย (CD4) ก็ไม่ถูกทำลาย จะค่อย ๆ ฟื้นกลับสู่ระดับปกติ เมื่อภูมิต้านทานดีขึ้น
ก็ไม่ติดเชื้อฉวยโอกาส ไม่เจ็บไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง ทำงานทำการได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี
และมีอายุยืนยาวเหมือน หรือใกล้เคียงกับคนทั่วไป
แนวคิดการรักษา
เป็นการลดปริมาณไวรัสในร่างกายให้น้อยที่สุด และควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เมื่อไรควรเริ่มรักษาด้วยยาต้าน
1.เริ่มเมื่อระดับ CD-4 (ซีดี4) ต่ำกว่า 250 หรือ 200
2.เมื่อมีอาการบ่งชี้ถึงภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มีเชื้อราในปาก ริ้วขาวข้างลิ้น เกิดตุ่มพีพีอี งูสวัดที่รอยแผลกินบริเวณกว้างมากกว่า 2 นิ้วมือทาบ
ในปัจจุบันมียาต้านไวรัส เอชไอวี ในท้องตลาด 15 ขนาน และมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 1-2 ขนาน
ซึ่งถ้าจะใช้ยาต้านไวรัส HIV จะให้ทีละ 3 ขนานร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลในการยับยั้งเชื้อ HIV มากที่สุด
และป้องกันการดื้อยา กล่าวคือ ถ้าให้ยาแล้วยังมีเชื้อไวรัส เอชไอวี เหลืออยู่มาก เชื้อก็จะแบ่งตัว
การแบ่งตัวจะทำให้ได้เชื้อไวรัสตัวใหม่ที่ดื้อยา
ประสิทธิภาพของสูตรยารักษา
1.ไม่มีการรักษาด้วยยาต้านฯ ชนิดเดียว เพราะเชื้อจะดื้อยาภายใน 6 เดือน
2.ไม่สามารถบอกได้ว่ายาต้านฯ สูตรใดมีประสิทธิภาพสูงสุดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ติดเชื้อ และการตอบสนองต่อยา
3.การใช้ยาร่วมกันหลายตัวจะให้ประสิทธิภาพการรักษาสูงกว่า และอัตราการดื้อยาช้ากว่า
สูตรยา 2 ตัว
1.จะได้ผลสูงสุดประมาณ 2 ปีในรายที่กินยาสม่ำเสมอ
2.ในผู้ติดเชื้อที่ป่วยมาก ๆ จะให้ผล 2 ทางคือ
2.1.ไม่ช่วยอะไรเลย แต่ต้องทนกับอาการข้างเคียงของยา
2.2.อาการทั่วไปดีขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง อาจจะประมาณไม่เกิน 1 ปี จะเกิดอาการดื้อยาภายในไม่ช้าและยาสูตรเดิมใช้ไม่ได้ผล
สูตรยา 3 ตัว
จะต้องใช้ยาที่ทำงานแตกต่างกัน 2 กลุ่มขึ้นไป เช่น กลุ่ม NRT 2 ตัว + NNRT 1 ตัว (เอแซดที+3ทีซี+เนวิราปีน)
- ประสิทธิภาพในการลดปริมาณไวรัสสูงกว่ายา 2 ตัว ได้ผลดีกว่าสูตรยา 2 ตัว
- ใช้ได้นาน กว่าจะมีการดื้อยา
- ข้อเสียคืออาจมีผลข้างเคียงของยามาก
การดื้อยา
-ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของสูตรยาว่าสามารถทำให้ปริมาณไวรัสลดลงได้มากแค่ไหนในการกินยาครั้งแรก เช่น ถ้ามีปริมาณไวรัสสูง แต่รักษาด้วยยา 2 ตัว ปริมาณไวรัสที่ยังคงเหลืออยู่จะพัฒนาไปเป็นไวรัสที่ดื้อยาในไม่ช้า
- ผู้ที่เคยกินยาต้านมาก่อนร่างกายจะตอบสนองไม่ดีเท่าคนที่ไม่เคยกินยาต้าน
- การกินยาไม่ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดการดื้อยา
การดื้อยาอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าคนไข้กินยาไม่สม่ำเสมอ ระดับยาไม่พอเชื้อก็แบ่งตัว และเกิดเชื้อดื้อยา
ดังนั้นการกินยาต้านไวรัส HIV จำเป็นต้องกินสม่ำเสมอ เพราะถ้าเกิดดื้อยาขึ้นมา อาจดื้อต่อยาทั้งกลุ่ม
ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้กลุ่มอื่น หรือในที่สุดอาจไม่มียาต้านไวรัส HIV ที่ได้ผลให้ใช้เลยก็ได้
ทั้งนี้ การรับประทานยาควรต้องต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
จะต้องกินยานานเท่าไร
ยาต้านไวรัสที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถกำจัดไวรัส HIV ให้หมดไปจากร่างกายได้ ดังนั้นผู้ที่รักษายาต้านจึงต้องกินยาตลอดชีวิต
ทราบได้อย่างไรว่าสูตรยาที่ใช้อยู่ล้มเหลว
- อาการแย่ลง เกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสโรคใหม่
- จำนวน CD-4 (ซีดี4) ลดลง และปริมาณไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น
หยุดยาเมื่อ
- การรักษาไม่ได้ผล หลังจากที่เปลี่ยนสูตรยารักษาจนไม่มียาให้เลือกใช้อีก
- ทนกับอาการข้างเคียงของยาไม่ได้แม้จะเปลี่ยนยาแล้ว
ถ้าจำเป็นต้องหยุดยา ควรหยุดยาทุกตัวพร้อมกัน ไม่ควรเลือกหยุดยาบางตัว เว้นแต่อยู่ในความดูแลของแพทย์
ก่อนกินยาควรคิดถึงอะไรบ้าง
1.ความพร้อมในเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการรักษาระยะยาว
2.การประเมินสุขภาพตนเอง ถ้าสุขภาพยังดี ระดับ CD4 มากกว่า 250 ยังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาต้าน ถ้า CD4 น้อยกว่า 250 ควรเริ่มรักษาด้วยยา 3 ตัว หากเป็นไปได้
- การรักษาด้วยยาต้านจะต้องมีการตรวจระดับ CD4/ปริมาณไวรัสในเลือดเป็นระยะ เพื่อติดตามผลการรักษา
- ก่อนการรักษาด้วยยาต้านฯ ควรมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ถ้าพบว่ามีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ต้องรักษาก่อน จนกระทั่งผู้ป่วยมีอาการคงที่ นอกจากนี้ยาบางชนิดไม่สามารถกินคู่กับยาต้านฯ ได้
3.การวางแผนในการรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และระยะยาว
- มีหมอที่จะดูแลอย่างต่อเนื่อง
4.ความเข้าใจเรื่องยา การกินยา ผลข้างเคียงของยา และปัญหายาตีกัน
- พร้อมที่จะกินยาอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
- วางแผนว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร ถ้าเกิดผลข้างเคียงของยา
- คิดถึงยาที่ใช้อยู่ประจำ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนใช้ยาตัวใหม่
By : Mr.jin   Date : 11 May 2007 09:39
|