|
ข้อคิดดีดี จาก CEO ธรรมะ ปะทะ CEO โลก
ตัวแทน CEO ทางธรรม ท่าน ว.วชิรเมธี
ตัวแทน CEO ทางโลก คุณวิกรม กรมประดิษฐ์
ข้อ 1. การมองโลกตามความเป็นจริง (มองแบบสัมมาทิฐฐิ) และควรมองโลกเชิงบวก
อธิบายเพิ่ม ควรมองแบบว่าโลกใบนี้ใหญ่เท่าไร มีอะไรบ้าง เราทำอะไรอยู่ ไม่เกี่ยวกับปริญญาต่างๆ ว่าจบอะไรมา ซึ่งไม่เกี่ยว เป็นการมองให้รู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรบ้างแล้วควรทำอะไร เดินไปอย่างไร (มองโลกใบนี้ให้เป็น) ว่าเราจะทำอะไรให้ตัวเรา องค์กรเรา และสังคมให้เป็นไปอย่างไรจะทำได้ถูกต้องมากขึ้น
โลกคือธุรกิจ โลกคือโอกาส โลกคือความสำเร็จ ความคิดหมุนตามโลก
ย้อนกลับไปอดีตกาล เป็นการแสดงธรรมครั้งแรกขององค์พระศาสดา
สัมมาทิฐฐิ คือ การมองโลกให้เป็น ถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ควรสนใจเกี่ยวกับกรรมเก่า ให้มองโลกเชิงบวก เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
มองตามความเป็นจริง ไม่หลงประเด็น เช่น เป็นพระ ควรมองชีวิตที่สะอาด สว่าง สงบ (ศีล สมาธิ ปัญญา) ชีวิตจะมีความสุขทุกวัน
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เป็นเพียงของใช้ ไม่ใช่ของฉัน เรามาอยู่ในโลกเพียงชั่วคราว ใช้เท่าที่จำเป็นที่ใช้ ลดความอยากได้ อยากใหญ เพื่อให้จิตใจเบา สบาย ไม่หนัก หรือทุกข์จนเกินไป
ข้อสังเกต มองโลกอย่างไรจะใช้ชีวิตแบบนั้น
ข้อ 2. ความมีจริยธรรม/จรรยาบรรณ/ธรรมาภิบาล/บรรษัทภิบาล ต่อตนเองและสังคม
อธิบายเพิ่ม จริยธรรม คือ ความเหมาะสม ความถูกต้อง ที่ผู้เป็นผู้นำสมควรต้องมี เช่น ถ้าเรารักตัวเรามากกว่าสังคม อันนี้ไม่ใช่จริยธรรมที่ดี ควรมองส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ไม่ควรสร้างคำอ้างให้กับตนเอง ควรปฏิบัติจริงจริง เช่น รักตัวเราเท่าไร ก็รักสังคมเท่านั้น มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จริงจริง เช่น สร้างภาพลักษณ์สวย แต่ควรปฏิบัติตามด้วย
ข้อคิดสั้นๆ แต่ได้ใจความ (ละอายชั่ว กลัวบาป)
ข้อ 3. การมีความใฝ่รู้ในความรู้ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และ
ข้อ 4. ความเป็นคนมีเหตุ และมีผล
อธิบายเพิ่ม องค์กรจะเจริญเติบโตได้ ทุกคนควรมีความใฝ่รู้ ไม่ควรงมงาย มีเหตุมีผล มีที่มา หรือมีต้นแบบที่ถูกต้อง อ้างอิงได้ ไม่ควรเชื่อเรื่องดวง โชค เกินไป ควรเรียนรู้ และเปิดใจต่อทุกสิ่งที่มีเหตุ และมีผล ไม่ควรอยากรู้มากกว่าใฝ่รู้ หรืออยากรู้มากกว่าอยากเห็น ยกตัวอย่างผู้นำ บิลเกตต์ เรียนไม่จบ ฮาร์เวิลด์ แต่มีความใฝ่รู้, สองพี่น้องตระกูลไรส์ เรียนไม่จบ แต่มีความใฝ่รู้ เป็นต้น
ความใฝ่รู้ หมายถึงต้องการรู้เรื่องเรื่องหนึ่งอย่างละเอียด และลึกซึ้ง จริงจริง โดยมีเหตุมีผล ซึ่งต้องอาศัยปัญญา (รากฐานของความเป็นเหตุเป็นผล)
ข้อ 5. การมีความฝัน เป้าหมาย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตมีความหมาย
อธิบายเพิ่ม ความฝันเปรียบเสมือนเข็มทิศ ให้เราขยับไปข้างหน้า และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้เสมอ ให้ทุกวันมีแต่เรื่องที่ดี จะทำให้เรามีความสุข ซึ่งความสุขนั้นจะทำให้เรามีพลัง และจะทำให้เราดีขึ้น ถูกต้อง คือทำในสิ่งที่ไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย บาดเจ็บ แล้วเราได้มาซึ่งผลประโยชน์
ยกตัวอย่าง อาจารย์พุทธทาส กล่าวคือ ในอดีตพระรูปหนึ่งมีความฝัน มีความตั้งใจที่จะเผยแพร่ธรรมะ จึงเขียนหนังสือธรรมะออกมาเผยแพร่ ในปัจจุบัน มีประโยชน์ทั่วโลก และผลงานก็มีมากมาย นำไปใช้กันทั่วโลก ซึ่งอธิบายถึงความฝันของอาจารย์พุทธทาส
ข้อ 6. ตั้งคำถามกับตัวเอง และค้นหาตนเองให้รู้ให้ได้ว่าเราเกิดมาเป็นใคร เพื่ออะไร และจะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร ***ข้อนี้ยาก***ต้องอาศัยประสบการณ์แต่ละช่วงชีวิต
What are you? and
Who are you looking for?
เมื่อเกิดขึ้นมาสิ่งแรกที่ควรรู้ให้ได้ว่า เราคือใคร ทำเพื่อใคร เพื่อตัวฉัน เพื่อคนรอบข้าง ซึ่งคือกติกาของชีวิต เมื่ออายุมากขึ้น มากขึ้น จะเป็นการให้คำตอบตัวเอง
ยกตัวอย่าง คนรวย มีเงินเก็บไว้ ไม่ยอมใช้ พอตายไป ไม่ได้ใช้
ถ้าเรามีก็ควรใช้ และส่วนที่เหลือก็กระจายให้คนอื่นใช้ เพราะตายแล้วเอาไปไม่ได้
ต้องค้นหาตัวตน ด้วยการศึกษาธรรมะ พอเรารู้ว่าเป็นใครจะจัดวางชีวิตได้อย่างถูกต้อง ไม่ควรมีความอยากมากกว่าความรู้ และควรทำในสิ่งที่ตนถนัด เช่น ชอบอะไรก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
ที่มา รายการตาสว่าง ออกอากาศ วันมาฆบูชา 21 กุมภาพันธ์ 2551
By : จิตเหนือโลก   Date : 2 Mar 2008 22:23
|